ติดตามข่าวสารอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ thaizones.net นะครับ.. ^0^. ขับเคลื่อนโดย Blogger.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รีวิว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รีวิว แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปลั๊กไฟขั้นเทพ! เน้นความปลอดภัยไปกับ Hubble

ปลั๊กไฟขั้นเทพ! เน้นความปลอดภัยไปกับ Hubble

ช่วงนี้ข่าวไฟช๊อต ไฟไหม้กำลังเป็นที่พูดถึงหนาหู อาจจะทำให้หลายๆคนเริ่มระแวงเวลาจะเสียบปลั๊กชาร์จแบตฯหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ จึงขอนำเสนอนวัตกรรมปลั๊กไฟคุณภาพสูงที่กล้าการันตีความปลอดภัยให้คุณด้วยสวิตช์เปิด/ปิด 2 ชั้น และสายไฟยาวถึง 5 เมตร เป็นทองแดง 100% ด้วย!!! ไปดูหน้าตากันดีกว่าค๊า
ดีไซน์ดูเรียบหรู งานเนี๊ยบ ตัวรางปลั๊กจะเป็นพลาสติก(ABS) ที่ทนความร้อนสูงและไม่ติดไฟ เห็นถึงความปลอดภัยได้ชัดเจน สำหรับรุ่นนี้จะมี 4 ช่องเป็นทองแดง 100% และยังเคลือบนิกเกิลกันสนิมเพื่อเพิ่มความสวยงามให้ด้วยค่ะ มาพร้อมกับ Master Switch ที่ควบคุมระบบการเปิด/ปิดทั้งหมด และ Individual Switch ที่สามารถเลือกเปิด/ปิดได้เฉพาะจุด เพิ่มความปลอดภัยเป็น 2 เท่าเลยค๊า
เพิ่มความสะดวกสบายให้คุณไปอีกขั้นด้วยการเชื่อมต่อกับสาย USB ไว้ใช้กับ iPad , IPhone หรือจะใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟนอื่นๆก็ได้ค่ะ โดยแต่ละช่อง USB ก็จะจ่ายกระแสไฟได้ถึง 5V 2,100 mA ซึ่งทำให้สามารถชาร์จ iPad ได้สบายๆเลยค๊า
ฝนตกฟ้าร้องไม่ต้องปลดปลั๊ก ไม่ต้องปิดทีวีอีกต่อไปแล้ว เพราะปลั๊กไฟ hubble จะมี Surge Protection ที่สามารถลดแรงปะทะจากฟ้าผ่าเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ ซึ่งสามารถดูดซับกระแสไฟได้มากถึง 6,000 Amp ทำให้ไม่เกิดไฟกระชาก หายห่วงเลยฮ๊าฟฟฟ
ด้วยสายไฟขนาด 3x0.75 mm² มีความยาวตั้งแต่ 3 เมตร ถึง 5 เมตร ทำจากทองแดง 100% จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก รับไฟสูงสุดถึง 2,500 วัตต์ และถ้าเมื่อเราใช้ไฟเกินก็จะมีระบบเบรกเกอร์ตัดไฟให้อัตโนมัติค๊า ส่วนสวิตช์ไฟก็จะเป็นแบบ LED Switch ทั้งใหญ่และแน่น (อย่าคิดไปไกลนะ...!!) ตัดปัญหาเรื่องสวิตช์เด้งหรือสวิตช์ค้างออกไปได้เลย และยังเพิ่มความสวยงามด้วยสวิตช์ใสและหลอดไฟ LED สีส้มนวลส่องสว่างในตอนที่เปิดใช้สวิตช์นั้นๆด้วยจ้า ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย และเรียบหรูของ hubble แล้วนั้นคงไม่ใช่เรื่องยากที่จะนำเอารางปลั๊กไฟ hubble ขึ้นมาโชว์ หรือจับคู่วางกับเฟอร์นิเจอร์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะทำงาน/โต๊ะข้างเตียง ไม่ต้องแอบไว้ตามซอกหรือใต้โต๊ะอีกต่อไป
ไม่เพียงเท่านี้ hubble ยังเพิ่มสีสันสดใสเพื่อให้เหมาะกับทุกสไตล์การตกแต่งห้องของคุณๆ ด้วย hubble Tint ที่มีมาให้เลือก 4 สีตามไลฟ์สไตล์ ได้แก่ สีขาวนวล, สีเหลืองเลมอน, สีส้มจี๊ด, และสีน้ำตาลชอคโกแลต มีสายยาว 3 เมตร รับไฟสูงสุด 2,500 วัตต์
แพ็คเกจของ hubble Tint ยังใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยการผลิตจากกระดาษ เพื่อลดการใช้พลาสติก เป็นการอนุรักษ์และรักษาสิ่งแวดล้อมโลกช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย เอาโล่ดีเด่นไปเลยจ้า เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับปลั๊กไปของ hubble ปลอดภัยแถมยังรักษ์โลกอีกด้วย ส่วนเรื่องราคา บอกได้เลยว่าของถูกและดีมีอยู่จริง!!! สำหรับปลั๊กไฟ hubble สวิตช์ 2 ชั้น ราคา 580 บาท และปลั๊กไฟ hubbleTint (ปลั๊กไฟสี) ราคา 319 บาท สถานที่จัดจำหน่าย อาทิ Loft ทุกสาขา/ร้าน Soft World/ห้างตั้งฮั่วเส็งทุกสาขาและศูนย์รวม IT และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถติดตามความเคลื่อนไหว และนวัตกรรมที่มีดีไซน์ของ hubble ได้ที่ www.hubblestore.com และwww.facebook.com/hubblethai นะค๊า เครดิต: TechXcite

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

InstaSecond บันทึกวินาทีที่ดีที่สุดของแต่ละวันลง Instagram

InstaSecond บันทึกวินาทีที่ดีที่สุดของแต่ละวันลง Instagram

แอปฯดีๆ ที่สรรหามานำเสนอกัน คราวนี้ก็ด้วยความที่ว่าผมเป็นมนุษย์ที่ชอบเล่น Instagram อยู่ไม่น้อยก็เผอิญไปเจอะเข้ากับแอปฯตัวหนึ่งซึ่งใช้ชื่อว่า InstaSecond ซึ่งดูจากชื่อแล้วตอนแรกนึกว่าอยู่ในตระกูลแอปฯ Insta... ทั้งหลาย (InstaPlaceInstaWeather และInstaFood) แต่ปรากฏว่าไม่ใช่แฮะเพราะ InstaSecond ของเรามีคอนเซปต์ที่ต่างจากแอปฯแต่งรูปอัพลง IGเจ้าอื่นๆอยู่พอสมควร ส่วนจะเป็นอย่างไรไปติดตามกันเลยจ้า!!!
โดยแอปฯ InstaSecond มาพร้อมแนวคิดที่ว่าในหนึ่งวันธรรมดาๆนั้นประกอบขึ้นมาจากเวลาถึง 86400 วินาที ซึ่งในแต่ละเสี้ยววินาทีนั้นอาจจะมีเหตุการณ์ประทับใจผ่านเข้ามาในชีวิตของเราอยู่ตลอดเวลาเพียงแต่เราจะเลือกที่จะบันทึกช่วงเวลาเหล่านี้เอาไว้ประทับใจในภายหลังกันหรือเปล่า นั่นจึงเป็นที่มาของแอปฯ InstaSecond ที่จะบันทึกภาพประทับใจของคุณพร้อมบันทึกช่วงเวลาเหล่านั้นเอาไว้ให้คุณได้ย้อนรำลึกถึงช่วงเวลาดีๆที่จะไม่หายไปจากความทรงจำเหล่านี้ครับ :)
ทั้งนี้สำหรับ InstaSecond เปิดให้ผู้ใช้งานทั่งฝั่ง iOS และ Android ได้ดาวน์โหลดไปใช้งานและแบ่งปันช่วงเวลาดีได้แบบฟรีๆกันอย่างเต็มที่ ซึ่งจะว่าไปแล้วหน้าตาอินเตอร์เฟซของ InstaSecond นั้นถ้าใครที่ชอบเล่นแอปฯแต่งภาพแนว Insta... ทั้งหลายก็น่าจะคุ้นเคยกับการใช้งานกันได้ไม่ยากครับ เริ่มต้นมาก็จะมีออปชั่นให้ท่านเลือกว่าจะถ่ายภาพขึ้นมาใหม่หรือจะเลือกรูปจากใน Gallery ของเรามาแต่งเองก็ทำได้ฮะ (ปล. InstaSecond ที่ผมใช้ทดสอบนั้นเป็นของ Android บน Samsung Galaxy S4 ฮะ)
สมมติว่าได้รูปมาแล้วระบบก็จะให้เราทำการ crop ภาพเลือกส่วนที่ต้องการจะนำมาตัดต่อเป็นภาพสวยๆกันได้ จะหมุนภาพในทิศทางไหนก็ได้ตามสะดวกตรงนี้เลยครับ
เสร็จแล้วก็มาถึงหัวใจของแอปฯ InstaSecond ตัวนี้นั่นก็คือการเลือก caption และ font สวยๆมาประกอบภาพตามสไตล์ Typography ยุคนี้ ซึ่งแอปฯ InstaSecond มี Theme ให้เลือกอยู่ถึง 4 แบบคือ Cool, Classic/Vintage, Modern และ Happy Smile ซึ่งสามารถเลือกได้จากการกดปุ่ม More หรือปัดหน้าจอจากทางด้านขวาครับ
โดยในแต่ละ Theme ของ InstaSecond ก็จะมี Skin สำหรับใส่ให้กับภาพของเราอยู่อีกหลายแบบทีเดียวซึ่งเราก็สามารถเลือกได้ด้วยการปัดที่บริเวณด้านล่างของหน้าจอครับ (ปล. ส่วนด้านซ้ายเป็น Location สำหรับเช็คอินสถานที่นั้นๆครับ)
เอาละครับในที่สุดผมก็เลือกได้ Skin สวยๆที่ต้องการมาใส่ให้ในภาพของผมแล้วใน InstaSecond แล้ว ทีนี้ยังไงต่อดีละ 555+
ถ้าเราเลือกที่ไอคอนรูปปากกาก็จะเป็นการตั้งชื่อให้กับภาพด้วย อันนี้ก็แล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละท่านกันแล้วฮะ :)
เอาละครับเสร็จแล้วก็ได้เวลาแชร์กันเสียที โดยทุกท่านสามารถกดที่ปุ่มลูกศรมุมขวาบนของหน้าจอก็จะเป็นการแชร์ภาพที่เราตัดต่อจากแอปฯ InstaSecond ไปยังแอปฯอื่นๆไม่ว่าจะเป็นการบันทึกลงเครื่องตัวเองเก็บไว้ดูคนเดียวสวยๆหรือจะแชร์ออกไปยังแอปฯ Social Network อื่นๆเช่น Facebook, Twitter หรือที่เน้นสุดๆคือInstagram ก็สามารถแตะแชร์ออกไปได้ง่ายๆจากตรงนี้เลย
นอกจากนี้ InstaSecond ยังมีระบบ Hashtag ที่จะช่วยใส่ tag ให้ภาพของเราได้เวลานำไปโพสต์ออกทาง Social ต่างๆ ที่สำคัญก็คือ tag เหล่านี้ยังจะช่วยให้เรากรองดูได้ด้วยว่าในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้นมีใครทำอะไรที่ไหนเหมือนกับเราอยู่นั่นเอง ดูสนุกดีไปอีกแบบครับ :)
อันนี้ผมลองแชร์รูปจาก InstaSecond ต่อไปยัง Instagram ก็จะสามารถนำไปตัดต่อเพิ่มเติมพร้อมกับอัพโหลดผลงานให้ทุกคนได้ชมกันต่อได้แบบไม่มีจังหวะสะดุดเลยทีเดียว ส่วนใครที่ให้ InstaSecond ใส่ tag ให้ก็มีหน้าที่ไป paste ใส่อย่างเดียวสบายแฮดีแท้
เอาเป็นว่าใครสนใจอยากทดลองใช้งานแอปฯ InstaSecond กันดูก็สามารถดาวน์โหลดไปเล่นกันได้ตามลิงค์ที่ให้ไว้ด้านล่างนี้เลยครับ แล้วที่สำคัญอยากจะบอกว่าแอปฯ InstaSecond ดาวน์โหลดกันได้ฟรีอีกต่างหาก งานนี้ชาว IG ห้ามพลาดเด็ดขาดเลยนะฮ้าฟฟฟ :D

ดาวน์โหลด InstaSecond สำหรับ iPhone ได้จากลิงค์นี้

ดาวน์โหลด InstaSecond สำหรับ Android ได้จากลิงค์นี้

เครดิต: ป๋าเอก TechXcite

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

[พรีวิว] Nokia Lumia 1020 สุดยอดสมาร์ทโฟนกล้องความละเอียดสูง 41 ล้านพิกเซล

[16-กรกฏาคม-2556] เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กับ Nokia Lumia 1020 สุด ยอดสมาร์ทโฟน ที่มาพร้อมกล้องคมชัด ความละเอียด 41 ล้านพิกเซล นั่นเอง โดยสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ถือว่า เป็นสมาร์ทโฟนที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ในหมู่คนรักการถ่ายรูปด้วยมือถือ ซึ่งในระยะหลัง โนเกีย ได้เน้นเรื่องการถ่ายภาพในที่แสงน้อยเป็นหลัก นับตั้งแต่รุ่น Nokia Lumia 920 เป็นต้นมา
มาดูกันว่า นอกจาก Nokia Lumia 1020 จะมีจุดเด่นในเรื่องของ กล้อง 41 ล้านพิกเซลแล้ว จะมีความโดดเด่นในด้านในอีกบ้าง
Nokia Lumia 1020 มาพร้อมหน้าจอขนาด 4.5 นิ้ว แบบ PureMotion HD+ AMOLED ความละเอียด 768 x 1280 พิกเซล ซึ่งให้สีสันที่สมจริง และกระจกหน้าจอแบบ Gorilla Glass 3 ที่ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนได้อย่างดีเยี่ยม ปุ่มควบคุมการทำงานในส่วนหน้า เป็นแบบระบบสัมผัสทั้งหมด ส่วนระบบปฏิบัติการ เป็น Windows Phone 8
สำหรับการออกแบบ Nokia Lumia 1020 ยังคงคล้ายกับ Nokia Lumia รุ่นอื่นๆ โดยเป็นตัวเครื่องแบบ unibody วัสดุโพลีคาร์บอเนต มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว, สีเหลือง และสีดำ
ส่วนหน่วยประมวลผลนั้น ใช้ชิปแบบเดียวกับ Nokia Lumia 920, Nokia Lumia 928 และ Nokia Lumia 925 นั่นก็คือซีพียูแบบ Dual-core processor (Qualcomm Snapdragon S4 Plus MSM8960) ความเร็ว 1.5 GHz ส่วน RAM มีขนาด 2 GB ครับ
สำหรับด้านขวาตัวเครื่อง ประกอบด้วย ปุ่มชัตเตอร์, ปุ่ม Power เปิด-ปิดเครื่อง และปุ่มปรับเสียง โดยปุ่มชัตเตอร์นี้ สามารถกดค้างเพื่อเปิดใช้งานได้ทันที แม้ว่าจะยังอยู่ในหน้า Lock screen ก็ตาม
ส่วนด้านซ้ายของตัวเครื่อง ไม่มีปุ่มควบคุมการทำงานใดๆ เป็นผิวเรียบๆ
ด้านบนตัวเครื่อง ประกอบด้วย ไมโครโฟนสำหรับตัดเสียงรบกวน, ช่องสำหรับหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร และช่องใส่ซิมการ์ดแบบ microSIM ซึ่งการถอดซิมนั้น จะต้องใช้อุปกรณ์คล้ายเข็ม เจาะเพื่อเปิด คล้าย iPhone นั่นเอง
ส่วนด้านล่าง เป็นพอร์ต microUSB และลำโพงครับ
มากันที่พระเอกของเรา กับกล้องความละเอียด 41 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นเลนส์ Zeiss ทั้งหมด 6 ชิ้น โดยภาพที่ถ่ายออกมานั้น จะมีทั้งหมด 2 ขนาดด้วยกัน นั่นก็คือ ความละเอียด 38 ล้านพิกเซลเพื่อการปรับแต่งภาพ และความละเอียด 5 ล้านพิกเซล สำหรับการแชร์ภาพบน Social Network
นอกจากนี้ Nokia Lumia 1020 ยังมีไฟแฟลช 2 แบบ นั่นก็คือ แบบ Xenon สำหรับการถ่ายภาพนิ่ง และ LED สำหรับการถ่ายคลิปวิดีโอ เรียกได้ว่า ตัดปัญหาเรื่องภาพมืด แสงไม่พอไปเลยทันที นอกจากนี้ ยังมี ระบบลดการสั่นไหวของภาพ (OIS) ช่วยให้ถ่ายภาพได้คมชัดแม้ในสภาวะแสงน้อย และช่วยให้ถ่ายวิดีโอโดยไม่เบลอด้วยเช่นกัน
และเพื่อให้การจับ Nokia Lumia 1020 สะดวกมากขึ้น ทางโนเกีย ยังมี Nokia Camera Grip สำหรับ Nokia Lumia 1020 ด้วยเช่นกัน ซึ่งตัว Grip นี้ นอกจากจะออกแบบให้ Nokia Lumia 1020 มีความคล้ายกล้องคอมแพ็คมากขึ้นแล้ว ยังมีปุ่มชัตเตอร์สำหรับถ่ายรูป, รูปสำหรับขาตั้งกล้อง และมีแบตเตอรี่ขนาด 1200 mAh ด้วย โดยราคาขาย Nokia Camera Grip นั้น อยู่ที่ $79 ครับ
Nokia Lumia 1020 จะเริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา ผ่าน AT&T เป็นรายแรกในวันที่ 26 กรกฏาคม 2556 ในราคา $299.99 ภายใต้เงื่อนไขสัญญาการใช้บริการเครือข่าย AT&T เป็นเวลา 2 ปี ส่วนกำหนดการวางจำหน่ายในไทย ต้องรอการประกาศจาก โนเกีย ประเทศไทยครับ
ที่มา : Sanook