ติดตามข่าวสารอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ thaizones.net นะครับ.. ^0^. ขับเคลื่อนโดย Blogger.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ New MacBook แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ New MacBook แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2558

รู้จัก USB-C กัน Apple ใช้ USB-C แล้ว A กะ B มันเป็นยังไง?!?

     อยู่มาคืนนึง Apple ก็ออกมาเขย่าวงการด้วย New MacBook ที่สุดแสนจะบางเฉียบ เบาหวิว ชนิดที่เรียกว่า MacBook Air ยังอาย
     แต่ก็สร้างความหนักใจและกระแสความอยากรู้อยากเห็น เพราะเจ้านี่มาพร้อมกับพอร์ต USB ชนิดใหม่เอี่ยมอ่องที่เรียกว่า  ครับ … New MacBook ทั้งเครื่อง จะมีเจ้านี่พอร์ตเดียว แต่ครอบจักรวาล เพราะสามารถต่อได้ทั้งกับสายชาร์จ สาย USB และสายเคเบิ้ลสำหรับต่อออกจอแสดงผลภายนอก
     ฉะนั้นเราควรมารู้จักมันดีกว่าว่ามันคืออะไร และถ้ามี USB-C แล้ว แล้ว USB-A กะ USB-B นี่มันเป็นยังไง

USB-C กับมาตรฐาน USB 3.1
     เป็นแผนการของทางฝั่ง USB Group มาตั้งกะปี 2556 แล้วว่าจะอัพเกรดมาตรฐาน USB 3.0 ให้มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่ 10Gb/s ให้ได้ ซึ่งตามมาตรฐานแล้ว ก็จะมีการอัพเกรดตัวหัวต่อ USB มาเป็น USB-C ด้วยเลย
     เพื่อให้มีขนาดเล็กลง และแก้ปัญหาที่มีมาแต่โบราณของพอร์ต USB นั่นก็คือ เวลาจะเสียบต้องหันให้ถูกด้านโดย USB-C งวดนี้ จะเสียบด้านไหนก็ได้ทั้งนั้น คล้ายๆ กับพอร์ต Lightning ของ Apple นั่นแหละ
     หน้าตาของ USB-C ก็จะเป็นอย่างที่เห็นในรูปนั่นแหละครับ ตามสเปกแล้ว มาตรฐาน USB 3.1 นั้น จะรองรับมาตรฐานเก่าๆ อย่าง USB 3.0, USB 2.0 และ USB 1.0 ด้วย เพียงแต่ว่าตัวหัวต่อมันใช้กับอุปกรณ์ใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ได้เลยนะ ต้องหาหัวแปลงมาต่อเอานะครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่า ปัจจุบันพวกอุปกรณ์ที่เราใช้ๆ กันอยู่ มันจะใช้พอร์ต USB ประเภท USB-A กับ USB-B ยังไงล่ะ

USB-A

     จริงๆ แล้วมันก็คือ พอร์ต USB แบบที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดครับ มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า … มันก็คือหัว USB ที่เราเอาไว้จิ้มกะคอมพิวเตอร์นั่นแหละครับ ตัวที่เอาไปจิ้มก็เรียก USB-A Male (ภาษาช่างเรียก USB-A ตัวผู้ เพราะไปจิ้มเขา) ส่วนพอร์ต USB ที่ถูกเอามาจิ้ม ก็เป็น USB-A Female (ภาษาช่างเรียก USB-A ตัวเมีย เพราะถูกเขาจิ้ม)


     ไม่ว่าคุณจะกำลังใช้ USB เวอร์ชันอะไรอยู่ 1.0, 2.0 หรือ 3.0 พอร์ต USB-A จะเหมือนเดิมครับ เพียงแต่ไอ้ตรงพลาสติกตันๆ เนี่ย ที่ปกติจะเป็นสีขาวหรือดำ มันจะเป็นสีน้ำเงิน เพื่อบ่งบอกว่า ชั้นเป็น USB 3.0 นะเฟร้ย อะไรแบบนี้

USB-B

     หัวแบบ USB-B นี่ส่วนใหญ่จะเป็นตัวผู้ (Male) ครับ มีไว้เพื่อใช้ต่ออุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น พริ้นเตอร์, ฮาร์ดดิสก์ภายนอก, สมาร์ทโฟน ฯลฯ เข้ากับคอมพิวเตอร์ครับ ฉะนั้นด้านนึงจะเป็น USB-A ตัวผู้ (เอาไว้จิ้มกะคอมฯ) ส่วนอีกด้านก็จะเป็น USB-B ตัวผู้ (เอาไว้จิ้มกะอุปกรณ์ต่อพ่วง)

     แน่นอนว่า USB-B เองก็มีทั้ง Male กะ Female เหมือน USB-A นั่นแหละครับ … เพียงแต่ในส่วนของ Male นั้น ในขณะที่ USB-A มีที่คุ้นหน้าคุ้นกันแค่แบบเดียวคือแบบปกติ แต่กับ USB-B นั้น เราจะคุ้นหน้าคุ้นตากับหลายๆ แบบเลยทีเดียว
     อย่าง USB 2.0 Type B ในรูป เราก็จะได้เห็นบ่อยๆ กับในเครื่องพริ้นเตอร์ … USB 2.0 Mini Type B นี่เราก็จะคุ้นเคยกันกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยก่อน (เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้เห็นแล้ว แต่อาจจะยังเจออยู่บ้างกับอุปกรณ์จำพวก GPS) และที่พบเห็นบ่อยสุดๆ คือ USB 2.0 Micro Type B ครับ
     เพราะสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตส่วนใหญ่ใช้พอร์ตนี้กันทั้งนั้น โดยจะมีเห็น USB 3.0 Micro Type B กันบ้างในพวกฮาร์ดดิสก์ภายนอกที่รองรับ USB 3.0 กับ Samsung Galaxy S5 และ Galaxy Note 3 เป็นต้น

สรุปง่ายๆ คือ USB-A และ USB-B คืออะไรที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง

     ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน USB 1.1, USB 2.0 หรือ USB 3.0 ต่างก็ใช้พอร์ต USB-A หรือไม่ก็ USB-B ด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ เพียงแต่แตกต่างกันที่ชนิดของหัว ที่เปลี่ยนแปลงไปตามประเภทของอุปกรณ์ที่ต่อพ่วง เพื่อให้เหมาะสมกับการออกแบบอุปกรณ์ ประมาณนั้น เพียงแต่พอจะอัพเกรดมาเป็น USB 3.1 แล้ว ต้องเปลี่ยนหัวมาเป็นแบบ USB-C ครับ

แล้วทำไมต้องอัพเกรดเวอร์ชัน USB ด้วย?!?

     หลักๆ เลย เหตุผลของการอัพเกรดก็เพื่อเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลครับ ดูจากตารางด้านล่างได้ ความเร็วสูงสุดในการรับส่งข้อมูลของ USB ในแต่ละเวอร์ชัน มันเพิ่มมาเรื่อยๆ ครับ และในเวอร์ชัน 3.1 นี่ ความเร็วสูงสุดที่จะทำได้ก็คือ 10Gbps ครับ
     นอกจากนี้ USB เวอร์ชันใหม่ๆ ก็สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ได้มากขึ้น ทั้งในแง่ความต่างศักย์ และกระแสไฟฟ้า โดย USB 3.1 นี่จะจ่ายไฟได้สูงสุด 10 โวลท์ 5 แอมป์ กันเลยทีเดียว เรียกว่าแรงพอจะชาร์จแบตเตอรี่โน้ตบุ๊กได้ (Apple ถึงเลือกใช้กับ New MacBook Pro ไง)

USB-C พร้อมแล้วเหรอ?!?

     คำตอบคือ “ยัง” คืองี้พวกที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ I/O (Input/Output) เนี่ย มันต้องมีชิปเซ็ตที่เรียกว่า Controller มาคอยควบคุมการรับส่งข้อมูล แต่ USB 3.1 เนี่ย ชิปเซ็ตยังอยู่ในระหว่างกระบวนการพัฒนาและทดสอบอยู่เลย พี่ Apple แกรีบชิงเอาออกมาใช้ซะก่อน
     ฉะนั้นถ้าจะหาอุปกรณ์มาใช้ร่วมด้วย อย่าเพิ่งคิดว่าเราจะได้เจอพริ้นเตอร์ ได้เจอสมาร์ทโฟน ได้เจอกล้องดิจิตอลที่ใช้พอร์ต USB-C ในการรับส่งข้อมูลเลยครับ ส่วนไอ้ที่มีๆ อยู่ตอนนี้ แม้จะเป็น USB-C และใช้มาตรฐาน USB 3.1 ก็อย่าเพิ่งหวังว่ามันจะทำความเร็วได้ระดับ 10Gb/s ตามที่คาดหวังกันไว้
     เราอาจจะต้องรอการพัฒนาและปรับแต่งอีกหลายขุมกว่าจะไปจุดนั้นได้ครับ … เว็บไซต์ PCWorld.com เอง เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็บอกว่า แม้เราจะได้เห็นพวกอุปกรณ์พกพาและเครื่องพีซีที่มาพร้อมกับมาตรฐาน USB 3.1 แต่ว่าพวกอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น Flash drive นี่ ยังคงไม่ได้ออกมาวางจำหน่ายกันในเร็วๆ นี้แน่ๆ

New MacBook มีพอร์ตเดียวใช้ทั้งชาร์จ ทั้งต่ออุปกรณ์ ทั้งต่อจอ แล้วจะต่อพร้อมกันยังไง?!?

     สำหรับคนที่จะพก New MacBook ไปทำงานเฉยๆ อาจจะไม่เดือดร้อนอะไร เพราะเน้นใช้พอร์ต USB-C เอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่อย่างเดียว แต่ถ้าวันหนึ่งต้องต่อกับ USB Flash drive ของเพื่อนล่ะ แล้วไหนๆ มันก็ทั้งบางและเบาแล้ว อยากเอาไปใช้ในการนำเสนอพรีเซ็นเทชั่น เอาไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆ ล่ะ ต้องต่อกับจอแสดงผลภายนอกด้วย จะทำยังไง?!?


     ไม่ต้องห้วงครับ Apple เขาเตรียมไว้ให้แล้ว มีทั้งตัวต่อแบบหลายพอร์ต สามารถต่อชาร์จแบตเตอรี่ ต่อออกจอแสดงผล และมีพอร์ต USB-A ให้อีกพอร์ตนึงเอาไว้สำหรับต่ออุปกรณ์ต่อพ่วงได้ ราคาแค่ 2,990 เอง
     ใครอยากต่อทั้ง VGA กะ HDMI ละก็ คูณสองไป เพราะคุณต้องซื้อสองตัว ส่วนใครกะต่อแค่ USB-A เฉยๆ ก็ 690 บาทครับ Apple น่ะ เป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น เสียค่า New MacBook ขั้นต่ำ $1299 แล้ว ต้องมาจ่ายอีกเป็นพันเพื่อซื้ออะแด็ปเตอร์ครับ ของเก่าใช้ด้วยกันไม่ได้นะครับพี่น้อง
สามารถรับข่าวสารเพิ่มเติมได้อีกทางที่ www.facebook.com/kafaakBlog
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2558

คันปาก อยากพูดถึง Apple Watch ซักหน่อย

     เมื่อคืนวันที่ 9 มีนาคม (ตามเวลาประเทศไทย) Apple เพิ่งเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ  ซักที หลังจากเอามาเปิดตัวยั่วไปตั้งแต่ปลายปีก่อนแล้ว หลายๆ คน เฝ้าดู Keynote ของทาง Apple อย่างใจจดใจจ่อ(ตามระเบียบ)
     แต่สำหรับผมแล้ว หลังจากที Steve Jobs ล่วงลับไปแล้ว ผมรู้สึกว่าสไตล์ของ Keynote ของ Apple มันขาดสีสัน และไม่ได้น่าติดตามซักเท่าไหร่ เลยเลือกที่จะนอนเอาแรง แล้วค่อยมาอ่านข่าวสรุปกันตอนเช้าดีกว่า และหากพลาดอะไรตรงไหนไปก็ยังหาคลิปวิดีโอมาดูได้
      แน่นอนว่างาน Keynote ครั้งนี้ก็เช่นกัน และผมก็รู้สึกว่าคิดถูกจริงๆ ที่ไม่ได้ถ่างตารอ เพราะ Apple Watchเมื่อคืน Apple ก็เน้นไปที่การพูดถึงรายละเอียดที่ไม่ได้พูดถึงมากในงานคราวก่อน เช่น จำนวนรุ่น ราคา วันที่วางจำหน่าย อะไรแบบนี้มากกว่า

      เอาเข้าจริงๆ นะ สื่อนอกทั้งหลายก็ไม่ได้ “ว้าว” อะไรกับ Apple Watch มากนัก แต่ทั้งหมดกลับมองว่า New MacBook ที่เปิดตัวเมื่อวานมันน่าสนใจกว่าเยอะ
      ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับสื่อเหล่านี้นะ เพราะมันถือว่าแปลกใหม่สำหรับ MacBook แต่หากพิจารณาเรื่องความบางและเรื่องน้ำหนัก ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแปลกใหม่นะ เพราะพวกโน้ตบุ๊กที่ใช้ Intel Core M นี่ เราได้เห็นกันมาหลายรุ่นแล้ว และรุ่นว้าวๆ
      สำหรับพวกที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows ก็มีให้เห็นกันเช่น Lenovo Yoga 3 Pro หรือ Dell XPS 13 (2015) เป็นต้น (แต่เรื่องน้ำหนักและความบางยังไม่อาจเทียบเท่า New MacBook หรอกนะ)

      ในขณะที่แนวคิดของ Steve Jobs คือ การทำให้มีรุ่นให้เลือกน้อยๆ เพื่อลดความสับสนของผู้ใช้งาน แต่เมื่อ Apple วาง Apple Watch เป็นสินค้าแฟชั่น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีให้เลือกหลากหลายมาก
      ซึ่งแม้จะมีการแบ่งกลุ่มเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ Watch สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป, Watch Sport สำหรับผู้นิยมการออกกำลังกาย และ Watch Edition สำหรับผู้มีอันจะกิน (เพราะ Watch Edition ตัวเรือนทำจากทอง 18K สนนราคาเริ่มต้น $10,000 หรือสามแสนกว่าบาท!!) และแต่ละรุ่นก็มีแยกย่อยออกไปอีก รวมๆ แล้วมีให้เลือก 38 แบบเลยทีเดียว
      Apple Watch นี่มีให้เลือกหลากหลายราคามาก ตั้งแต่ระดับหมื่นต้นๆ พอจะหาซื้อเป็นเจ้าของได้ อย่าง Watch Sport ที่ราคาเริ่มต้น $349
      โดยตัวเรือนเป็นอลูมิเนียมชุบแข็งด้วยวิธี Anodize และมีกระจกกันรอยแบบ Ion-X ซึ่งดูๆ ไปแล้ว ก็น่าจะทนทานแค่ในระดับหนึ่งล่ะ … ในฐานะที่เป็นคนใช้พวก Smartwatch ที่ไม่ได้ใช้กระจกแซฟไฟร์ แต่เป็นแค่พวก Gorilla Glass ธรรมดา ก็ต้องบอกว่า หากใช้ระวังๆ หน่อย ก็พอไหวครับ

      Apple Watch รุ่นกลางๆ ที่ตัวเรือนเป็นสแตนเลสสตีลพร้อมกระจกแซฟไฟร์นี่ สนนราคาเริ่มต้นที่ $549 ไปจนถึง $1099 กันเลยทีเดียว เรียกว่าราคาเริ่มตั้งแต่สมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ไปยัน MacBook ระดับ Entry level เลยล่ะ
      แต่ดีไซน์น่าจะเหมาะกับพวกผู้ใช้งานที่เป็นคนวัยทำงาน หรือพวกที่ต้องการดูภูมิฐานนิดนึง ดีไซน์แบบนี้จะเหมาะกับชุดออกงานโดยมากซะมากกว่า

      และปิดท้ายด้วย Watch Edition ที่สนนราคาเริ่มต้นตั้งแต่ $10000 (สามแสนเศษ) ไปจนถึง $17000 (ครึ่งล้านกว่า) อันนี้คงเหมาะจะเป็นของเล่นเศรษฐีจริงๆ ครับ
      แต่ผมมองมันในฐานะเครื่องประดับบารมี โชว์รวย โชว์ทันสมัย มากกว่า เพราะผมมองว่าพวกที่เล่นนาฬิกาจริงๆ ก็น่าจะยังคงเน้นไปที่นาฬิกาที่ซื้อแล้วยังคงมูลค่าอยู่ เช่นพวกโรเล็กซ์ หรือ ปาเต็ก หรืออะไรแบบนั้นอ่ะ ซึ่งราคาก็มีตั้งแต่ใกล้เคียงกัน จนแพงบรรลัย
      มองในแง่การใช้งาน Apple Watch นั้นยังต้องพิสูจน์เรื่องความสามารถอยู่ แต่ในแง่ของฟังก์ชั่นการทำงาน ก็ทำได้เหมือนๆ กับพวก Smartwatch หลายๆ ยี่ห้อที่มีอยู่ในตอนนี้แหละ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแจ้งเตือนต่างๆ, การทำหน้าที่เป็น Handsfree สำหรับคุยโทรศัพท์, การเป็น Fitness tracker
      การติดตั้ง App เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความสามารถ และด้วยสไตล์ของ Apple ก็จะมีการคิดค้น Interface ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนขึ้นมา ซึ่งตรงนี้ Apple น่าจะได้เปรียบ เพราะได้เห็นคู่แข่งลองผิดลองถูกมาหลายรายแล้ว การที่จะทำอะไรที่ดีที่สุด สะดวกสุด ก็น่าจะพอมีไอเดียอยู่บ้างล่ะ

      นอกจากนี้ Apple ก็ยังสร้างความแตกต่างด้วยการมี NFC ไว้ให้ใช้ทำ Mobile payment ผ่าน Apple Pay และหน้าจอสัมผัสก็เป็นแบบ Force-sensitive ที่การออกแรงกดที่แตกต่างกันออกไป จะเป็นการสั่งงานที่แตกต่างกัน ตอบสนองแตกต่างกันไปด้วย
      และจากการที่ออกแบบโดย Apple ทั้งตัวสมาร์ทโฟนเอง และ Apple Watch เอง ก็เลยน่าจะมั่นใจได้ว่าน่าจะมีศักยภาพเต็มที่สุด และเพราะเป็นสินค้าของ Apple พวกนักพัฒนาก็ย่อมจะคาดการณ์ว่าจะมีคนซื้อเยอะ ช่องทางการทำเงินก็น่าจะมี ก็น่าจะมีการพัฒนา App ต่างๆ มารองรับเพียบ

      อย่างไรก็ดี แม้จะเป็น Apple ก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะตีโจทย์เรื่องแบตเตอรี่ให้แตกได้ครับ เพราะจากข้อมูลที่ได้มา Apple Watch นั้นใช้งานในแบบปกติ แบตเตอรี่จะอยู่ได้ราวๆ 18 ชั่วโมง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ น่าจะผ่านรอดชีวิตประจำวันไปได้ แล้วกลับถึงบ้านก่อนนอนก็ชาร์จแบตเตอรี่ซะหน่อย 2 ชั่วโมงครึ่งแบตเตอรี่ก็เต็มแล้ว พรุ่งนี้เช้าลุยแต่ แต่หากใช้งานต่อเนื่องละก็ ก็จะอยู่ได้ราวๆ สมาร์ทโฟนเครื่องนึง คืออย่างเก่งก็ 9 ชั่วโมงครับ

บทสรุป
      Apple Watch ตราบใดที่ยังไม่ได้ลองใช้งานจริง ก็ตอบยากว่ามันดีไม่ดียังไง แต่เท่าที่ดูข้อมูลจากทาง Apple เอง และจากพรีวิว Hands-on ของสื่อนอกที่ได้ไปสัมผัสมาแล้ว ประกอบกับเสียงตอบรับจากสาวก Apple หลายคนที่ผมรู้จัก ก็รู้สึกได้ว่า Apple Watch นี่ยังไม่ใช่อะไรที่ “ว้าว” สำหรับผู้ใช้งานมากนัก
      แต่ก็น่าจะยังขายได้ตามสไตล์ Apple นั่นแหละ และก็คงจะทำกำไรต่อเครื่องได้ไม่น้อย (ผมรอ iFixit มาแกะดูจริงๆ ว่า ต้นทุนของ Apple Watch จริงๆ น่าจะอยู่ที่ประมาณซักเท่าไหร่)

ที่มา: http://hitech.sanook.com/1395193/

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com