ติดตามข่าวสารอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ thaizones.net นะครับ.. ^0^. ขับเคลื่อนโดย Blogger.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ macbook แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ macbook แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2558

รู้จัก USB-C กัน Apple ใช้ USB-C แล้ว A กะ B มันเป็นยังไง?!?

     อยู่มาคืนนึง Apple ก็ออกมาเขย่าวงการด้วย New MacBook ที่สุดแสนจะบางเฉียบ เบาหวิว ชนิดที่เรียกว่า MacBook Air ยังอาย
     แต่ก็สร้างความหนักใจและกระแสความอยากรู้อยากเห็น เพราะเจ้านี่มาพร้อมกับพอร์ต USB ชนิดใหม่เอี่ยมอ่องที่เรียกว่า  ครับ … New MacBook ทั้งเครื่อง จะมีเจ้านี่พอร์ตเดียว แต่ครอบจักรวาล เพราะสามารถต่อได้ทั้งกับสายชาร์จ สาย USB และสายเคเบิ้ลสำหรับต่อออกจอแสดงผลภายนอก
     ฉะนั้นเราควรมารู้จักมันดีกว่าว่ามันคืออะไร และถ้ามี USB-C แล้ว แล้ว USB-A กะ USB-B นี่มันเป็นยังไง

USB-C กับมาตรฐาน USB 3.1
     เป็นแผนการของทางฝั่ง USB Group มาตั้งกะปี 2556 แล้วว่าจะอัพเกรดมาตรฐาน USB 3.0 ให้มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่ 10Gb/s ให้ได้ ซึ่งตามมาตรฐานแล้ว ก็จะมีการอัพเกรดตัวหัวต่อ USB มาเป็น USB-C ด้วยเลย
     เพื่อให้มีขนาดเล็กลง และแก้ปัญหาที่มีมาแต่โบราณของพอร์ต USB นั่นก็คือ เวลาจะเสียบต้องหันให้ถูกด้านโดย USB-C งวดนี้ จะเสียบด้านไหนก็ได้ทั้งนั้น คล้ายๆ กับพอร์ต Lightning ของ Apple นั่นแหละ
     หน้าตาของ USB-C ก็จะเป็นอย่างที่เห็นในรูปนั่นแหละครับ ตามสเปกแล้ว มาตรฐาน USB 3.1 นั้น จะรองรับมาตรฐานเก่าๆ อย่าง USB 3.0, USB 2.0 และ USB 1.0 ด้วย เพียงแต่ว่าตัวหัวต่อมันใช้กับอุปกรณ์ใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ได้เลยนะ ต้องหาหัวแปลงมาต่อเอานะครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่า ปัจจุบันพวกอุปกรณ์ที่เราใช้ๆ กันอยู่ มันจะใช้พอร์ต USB ประเภท USB-A กับ USB-B ยังไงล่ะ

USB-A

     จริงๆ แล้วมันก็คือ พอร์ต USB แบบที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดครับ มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า … มันก็คือหัว USB ที่เราเอาไว้จิ้มกะคอมพิวเตอร์นั่นแหละครับ ตัวที่เอาไปจิ้มก็เรียก USB-A Male (ภาษาช่างเรียก USB-A ตัวผู้ เพราะไปจิ้มเขา) ส่วนพอร์ต USB ที่ถูกเอามาจิ้ม ก็เป็น USB-A Female (ภาษาช่างเรียก USB-A ตัวเมีย เพราะถูกเขาจิ้ม)


     ไม่ว่าคุณจะกำลังใช้ USB เวอร์ชันอะไรอยู่ 1.0, 2.0 หรือ 3.0 พอร์ต USB-A จะเหมือนเดิมครับ เพียงแต่ไอ้ตรงพลาสติกตันๆ เนี่ย ที่ปกติจะเป็นสีขาวหรือดำ มันจะเป็นสีน้ำเงิน เพื่อบ่งบอกว่า ชั้นเป็น USB 3.0 นะเฟร้ย อะไรแบบนี้

USB-B

     หัวแบบ USB-B นี่ส่วนใหญ่จะเป็นตัวผู้ (Male) ครับ มีไว้เพื่อใช้ต่ออุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น พริ้นเตอร์, ฮาร์ดดิสก์ภายนอก, สมาร์ทโฟน ฯลฯ เข้ากับคอมพิวเตอร์ครับ ฉะนั้นด้านนึงจะเป็น USB-A ตัวผู้ (เอาไว้จิ้มกะคอมฯ) ส่วนอีกด้านก็จะเป็น USB-B ตัวผู้ (เอาไว้จิ้มกะอุปกรณ์ต่อพ่วง)

     แน่นอนว่า USB-B เองก็มีทั้ง Male กะ Female เหมือน USB-A นั่นแหละครับ … เพียงแต่ในส่วนของ Male นั้น ในขณะที่ USB-A มีที่คุ้นหน้าคุ้นกันแค่แบบเดียวคือแบบปกติ แต่กับ USB-B นั้น เราจะคุ้นหน้าคุ้นตากับหลายๆ แบบเลยทีเดียว
     อย่าง USB 2.0 Type B ในรูป เราก็จะได้เห็นบ่อยๆ กับในเครื่องพริ้นเตอร์ … USB 2.0 Mini Type B นี่เราก็จะคุ้นเคยกันกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยก่อน (เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้เห็นแล้ว แต่อาจจะยังเจออยู่บ้างกับอุปกรณ์จำพวก GPS) และที่พบเห็นบ่อยสุดๆ คือ USB 2.0 Micro Type B ครับ
     เพราะสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตส่วนใหญ่ใช้พอร์ตนี้กันทั้งนั้น โดยจะมีเห็น USB 3.0 Micro Type B กันบ้างในพวกฮาร์ดดิสก์ภายนอกที่รองรับ USB 3.0 กับ Samsung Galaxy S5 และ Galaxy Note 3 เป็นต้น

สรุปง่ายๆ คือ USB-A และ USB-B คืออะไรที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง

     ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน USB 1.1, USB 2.0 หรือ USB 3.0 ต่างก็ใช้พอร์ต USB-A หรือไม่ก็ USB-B ด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ เพียงแต่แตกต่างกันที่ชนิดของหัว ที่เปลี่ยนแปลงไปตามประเภทของอุปกรณ์ที่ต่อพ่วง เพื่อให้เหมาะสมกับการออกแบบอุปกรณ์ ประมาณนั้น เพียงแต่พอจะอัพเกรดมาเป็น USB 3.1 แล้ว ต้องเปลี่ยนหัวมาเป็นแบบ USB-C ครับ

แล้วทำไมต้องอัพเกรดเวอร์ชัน USB ด้วย?!?

     หลักๆ เลย เหตุผลของการอัพเกรดก็เพื่อเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลครับ ดูจากตารางด้านล่างได้ ความเร็วสูงสุดในการรับส่งข้อมูลของ USB ในแต่ละเวอร์ชัน มันเพิ่มมาเรื่อยๆ ครับ และในเวอร์ชัน 3.1 นี่ ความเร็วสูงสุดที่จะทำได้ก็คือ 10Gbps ครับ
     นอกจากนี้ USB เวอร์ชันใหม่ๆ ก็สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ได้มากขึ้น ทั้งในแง่ความต่างศักย์ และกระแสไฟฟ้า โดย USB 3.1 นี่จะจ่ายไฟได้สูงสุด 10 โวลท์ 5 แอมป์ กันเลยทีเดียว เรียกว่าแรงพอจะชาร์จแบตเตอรี่โน้ตบุ๊กได้ (Apple ถึงเลือกใช้กับ New MacBook Pro ไง)

USB-C พร้อมแล้วเหรอ?!?

     คำตอบคือ “ยัง” คืองี้พวกที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ I/O (Input/Output) เนี่ย มันต้องมีชิปเซ็ตที่เรียกว่า Controller มาคอยควบคุมการรับส่งข้อมูล แต่ USB 3.1 เนี่ย ชิปเซ็ตยังอยู่ในระหว่างกระบวนการพัฒนาและทดสอบอยู่เลย พี่ Apple แกรีบชิงเอาออกมาใช้ซะก่อน
     ฉะนั้นถ้าจะหาอุปกรณ์มาใช้ร่วมด้วย อย่าเพิ่งคิดว่าเราจะได้เจอพริ้นเตอร์ ได้เจอสมาร์ทโฟน ได้เจอกล้องดิจิตอลที่ใช้พอร์ต USB-C ในการรับส่งข้อมูลเลยครับ ส่วนไอ้ที่มีๆ อยู่ตอนนี้ แม้จะเป็น USB-C และใช้มาตรฐาน USB 3.1 ก็อย่าเพิ่งหวังว่ามันจะทำความเร็วได้ระดับ 10Gb/s ตามที่คาดหวังกันไว้
     เราอาจจะต้องรอการพัฒนาและปรับแต่งอีกหลายขุมกว่าจะไปจุดนั้นได้ครับ … เว็บไซต์ PCWorld.com เอง เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็บอกว่า แม้เราจะได้เห็นพวกอุปกรณ์พกพาและเครื่องพีซีที่มาพร้อมกับมาตรฐาน USB 3.1 แต่ว่าพวกอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น Flash drive นี่ ยังคงไม่ได้ออกมาวางจำหน่ายกันในเร็วๆ นี้แน่ๆ

New MacBook มีพอร์ตเดียวใช้ทั้งชาร์จ ทั้งต่ออุปกรณ์ ทั้งต่อจอ แล้วจะต่อพร้อมกันยังไง?!?

     สำหรับคนที่จะพก New MacBook ไปทำงานเฉยๆ อาจจะไม่เดือดร้อนอะไร เพราะเน้นใช้พอร์ต USB-C เอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่อย่างเดียว แต่ถ้าวันหนึ่งต้องต่อกับ USB Flash drive ของเพื่อนล่ะ แล้วไหนๆ มันก็ทั้งบางและเบาแล้ว อยากเอาไปใช้ในการนำเสนอพรีเซ็นเทชั่น เอาไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆ ล่ะ ต้องต่อกับจอแสดงผลภายนอกด้วย จะทำยังไง?!?


     ไม่ต้องห้วงครับ Apple เขาเตรียมไว้ให้แล้ว มีทั้งตัวต่อแบบหลายพอร์ต สามารถต่อชาร์จแบตเตอรี่ ต่อออกจอแสดงผล และมีพอร์ต USB-A ให้อีกพอร์ตนึงเอาไว้สำหรับต่ออุปกรณ์ต่อพ่วงได้ ราคาแค่ 2,990 เอง
     ใครอยากต่อทั้ง VGA กะ HDMI ละก็ คูณสองไป เพราะคุณต้องซื้อสองตัว ส่วนใครกะต่อแค่ USB-A เฉยๆ ก็ 690 บาทครับ Apple น่ะ เป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น เสียค่า New MacBook ขั้นต่ำ $1299 แล้ว ต้องมาจ่ายอีกเป็นพันเพื่อซื้ออะแด็ปเตอร์ครับ ของเก่าใช้ด้วยกันไม่ได้นะครับพี่น้อง
สามารถรับข่าวสารเพิ่มเติมได้อีกทางที่ www.facebook.com/kafaakBlog
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2558

คันปาก อยากพูดถึง Apple Watch ซักหน่อย

     เมื่อคืนวันที่ 9 มีนาคม (ตามเวลาประเทศไทย) Apple เพิ่งเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ  ซักที หลังจากเอามาเปิดตัวยั่วไปตั้งแต่ปลายปีก่อนแล้ว หลายๆ คน เฝ้าดู Keynote ของทาง Apple อย่างใจจดใจจ่อ(ตามระเบียบ)
     แต่สำหรับผมแล้ว หลังจากที Steve Jobs ล่วงลับไปแล้ว ผมรู้สึกว่าสไตล์ของ Keynote ของ Apple มันขาดสีสัน และไม่ได้น่าติดตามซักเท่าไหร่ เลยเลือกที่จะนอนเอาแรง แล้วค่อยมาอ่านข่าวสรุปกันตอนเช้าดีกว่า และหากพลาดอะไรตรงไหนไปก็ยังหาคลิปวิดีโอมาดูได้
      แน่นอนว่างาน Keynote ครั้งนี้ก็เช่นกัน และผมก็รู้สึกว่าคิดถูกจริงๆ ที่ไม่ได้ถ่างตารอ เพราะ Apple Watchเมื่อคืน Apple ก็เน้นไปที่การพูดถึงรายละเอียดที่ไม่ได้พูดถึงมากในงานคราวก่อน เช่น จำนวนรุ่น ราคา วันที่วางจำหน่าย อะไรแบบนี้มากกว่า

      เอาเข้าจริงๆ นะ สื่อนอกทั้งหลายก็ไม่ได้ “ว้าว” อะไรกับ Apple Watch มากนัก แต่ทั้งหมดกลับมองว่า New MacBook ที่เปิดตัวเมื่อวานมันน่าสนใจกว่าเยอะ
      ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับสื่อเหล่านี้นะ เพราะมันถือว่าแปลกใหม่สำหรับ MacBook แต่หากพิจารณาเรื่องความบางและเรื่องน้ำหนัก ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแปลกใหม่นะ เพราะพวกโน้ตบุ๊กที่ใช้ Intel Core M นี่ เราได้เห็นกันมาหลายรุ่นแล้ว และรุ่นว้าวๆ
      สำหรับพวกที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows ก็มีให้เห็นกันเช่น Lenovo Yoga 3 Pro หรือ Dell XPS 13 (2015) เป็นต้น (แต่เรื่องน้ำหนักและความบางยังไม่อาจเทียบเท่า New MacBook หรอกนะ)

      ในขณะที่แนวคิดของ Steve Jobs คือ การทำให้มีรุ่นให้เลือกน้อยๆ เพื่อลดความสับสนของผู้ใช้งาน แต่เมื่อ Apple วาง Apple Watch เป็นสินค้าแฟชั่น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีให้เลือกหลากหลายมาก
      ซึ่งแม้จะมีการแบ่งกลุ่มเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ Watch สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป, Watch Sport สำหรับผู้นิยมการออกกำลังกาย และ Watch Edition สำหรับผู้มีอันจะกิน (เพราะ Watch Edition ตัวเรือนทำจากทอง 18K สนนราคาเริ่มต้น $10,000 หรือสามแสนกว่าบาท!!) และแต่ละรุ่นก็มีแยกย่อยออกไปอีก รวมๆ แล้วมีให้เลือก 38 แบบเลยทีเดียว
      Apple Watch นี่มีให้เลือกหลากหลายราคามาก ตั้งแต่ระดับหมื่นต้นๆ พอจะหาซื้อเป็นเจ้าของได้ อย่าง Watch Sport ที่ราคาเริ่มต้น $349
      โดยตัวเรือนเป็นอลูมิเนียมชุบแข็งด้วยวิธี Anodize และมีกระจกกันรอยแบบ Ion-X ซึ่งดูๆ ไปแล้ว ก็น่าจะทนทานแค่ในระดับหนึ่งล่ะ … ในฐานะที่เป็นคนใช้พวก Smartwatch ที่ไม่ได้ใช้กระจกแซฟไฟร์ แต่เป็นแค่พวก Gorilla Glass ธรรมดา ก็ต้องบอกว่า หากใช้ระวังๆ หน่อย ก็พอไหวครับ

      Apple Watch รุ่นกลางๆ ที่ตัวเรือนเป็นสแตนเลสสตีลพร้อมกระจกแซฟไฟร์นี่ สนนราคาเริ่มต้นที่ $549 ไปจนถึง $1099 กันเลยทีเดียว เรียกว่าราคาเริ่มตั้งแต่สมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ไปยัน MacBook ระดับ Entry level เลยล่ะ
      แต่ดีไซน์น่าจะเหมาะกับพวกผู้ใช้งานที่เป็นคนวัยทำงาน หรือพวกที่ต้องการดูภูมิฐานนิดนึง ดีไซน์แบบนี้จะเหมาะกับชุดออกงานโดยมากซะมากกว่า

      และปิดท้ายด้วย Watch Edition ที่สนนราคาเริ่มต้นตั้งแต่ $10000 (สามแสนเศษ) ไปจนถึง $17000 (ครึ่งล้านกว่า) อันนี้คงเหมาะจะเป็นของเล่นเศรษฐีจริงๆ ครับ
      แต่ผมมองมันในฐานะเครื่องประดับบารมี โชว์รวย โชว์ทันสมัย มากกว่า เพราะผมมองว่าพวกที่เล่นนาฬิกาจริงๆ ก็น่าจะยังคงเน้นไปที่นาฬิกาที่ซื้อแล้วยังคงมูลค่าอยู่ เช่นพวกโรเล็กซ์ หรือ ปาเต็ก หรืออะไรแบบนั้นอ่ะ ซึ่งราคาก็มีตั้งแต่ใกล้เคียงกัน จนแพงบรรลัย
      มองในแง่การใช้งาน Apple Watch นั้นยังต้องพิสูจน์เรื่องความสามารถอยู่ แต่ในแง่ของฟังก์ชั่นการทำงาน ก็ทำได้เหมือนๆ กับพวก Smartwatch หลายๆ ยี่ห้อที่มีอยู่ในตอนนี้แหละ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแจ้งเตือนต่างๆ, การทำหน้าที่เป็น Handsfree สำหรับคุยโทรศัพท์, การเป็น Fitness tracker
      การติดตั้ง App เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความสามารถ และด้วยสไตล์ของ Apple ก็จะมีการคิดค้น Interface ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนขึ้นมา ซึ่งตรงนี้ Apple น่าจะได้เปรียบ เพราะได้เห็นคู่แข่งลองผิดลองถูกมาหลายรายแล้ว การที่จะทำอะไรที่ดีที่สุด สะดวกสุด ก็น่าจะพอมีไอเดียอยู่บ้างล่ะ

      นอกจากนี้ Apple ก็ยังสร้างความแตกต่างด้วยการมี NFC ไว้ให้ใช้ทำ Mobile payment ผ่าน Apple Pay และหน้าจอสัมผัสก็เป็นแบบ Force-sensitive ที่การออกแรงกดที่แตกต่างกันออกไป จะเป็นการสั่งงานที่แตกต่างกัน ตอบสนองแตกต่างกันไปด้วย
      และจากการที่ออกแบบโดย Apple ทั้งตัวสมาร์ทโฟนเอง และ Apple Watch เอง ก็เลยน่าจะมั่นใจได้ว่าน่าจะมีศักยภาพเต็มที่สุด และเพราะเป็นสินค้าของ Apple พวกนักพัฒนาก็ย่อมจะคาดการณ์ว่าจะมีคนซื้อเยอะ ช่องทางการทำเงินก็น่าจะมี ก็น่าจะมีการพัฒนา App ต่างๆ มารองรับเพียบ

      อย่างไรก็ดี แม้จะเป็น Apple ก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะตีโจทย์เรื่องแบตเตอรี่ให้แตกได้ครับ เพราะจากข้อมูลที่ได้มา Apple Watch นั้นใช้งานในแบบปกติ แบตเตอรี่จะอยู่ได้ราวๆ 18 ชั่วโมง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ น่าจะผ่านรอดชีวิตประจำวันไปได้ แล้วกลับถึงบ้านก่อนนอนก็ชาร์จแบตเตอรี่ซะหน่อย 2 ชั่วโมงครึ่งแบตเตอรี่ก็เต็มแล้ว พรุ่งนี้เช้าลุยแต่ แต่หากใช้งานต่อเนื่องละก็ ก็จะอยู่ได้ราวๆ สมาร์ทโฟนเครื่องนึง คืออย่างเก่งก็ 9 ชั่วโมงครับ

บทสรุป
      Apple Watch ตราบใดที่ยังไม่ได้ลองใช้งานจริง ก็ตอบยากว่ามันดีไม่ดียังไง แต่เท่าที่ดูข้อมูลจากทาง Apple เอง และจากพรีวิว Hands-on ของสื่อนอกที่ได้ไปสัมผัสมาแล้ว ประกอบกับเสียงตอบรับจากสาวก Apple หลายคนที่ผมรู้จัก ก็รู้สึกได้ว่า Apple Watch นี่ยังไม่ใช่อะไรที่ “ว้าว” สำหรับผู้ใช้งานมากนัก
      แต่ก็น่าจะยังขายได้ตามสไตล์ Apple นั่นแหละ และก็คงจะทำกำไรต่อเครื่องได้ไม่น้อย (ผมรอ iFixit มาแกะดูจริงๆ ว่า ต้นทุนของ Apple Watch จริงๆ น่าจะอยู่ที่ประมาณซักเท่าไหร่)

ที่มา: http://hitech.sanook.com/1395193/

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

3 เหตุผลหลัก!!! ที่ทำให้ Apple MacBook ไม่ได้เหมาะกับใครหลายๆ คน

3 เหตุผลหลัก!!! ที่ทำให้ Apple MacBook Retina 12 (Early 2015) ไม่ได้เหมาะกับใครหลายๆ คน
     สำหรับ MacBook Retina 12 ถือได้ว่าเป็นปรากฎการณ์ใหม่ของวงการโน้ตบุ๊คทีเดียว เพราะมาพร้อมทั้งความบางเฉียบ ดีไซน์โดดเด่น มีสามสีให้เลือก
     และที่สำคัญยังได้ติดตั้งพอร์ตการเชื่อมต่อมาเพียงพอร์ตเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ USB-C (ยังมีช่องหูฟังปกตินะ) ซึ่งทำให้ใครหลายๆ คนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมาย
     ทั้งในแง่ขอชื่นชมว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่ดูลงตัวที่สุดรุ่นหนึ่ง และในแง่ลบว่าทำไมถึงให้พอร์ตมาเพียงพอร์ตเดียว แถมยังมีราคาสูงเทียบเท่า MacBook Pro Retina 13 อีกด้วย
     ซึ่งในบทความนี้เราจะมาดูกันว่ามีอยู่ 3 เหตุผลหลัก ที่ทำให้ Apple MacBook Retina 12 (Early 2015) ไม่ได้เหมาะกับใครหลายๆ คน โดยแบ่งออกเป็นดังนี้
1. MacBook Retina 12 เลือกใช้ชิประมวลผล Intel Core M
     ชิปประมวลผล Intel Core M เป็นชิปประมวลผลจากทาง Intel ที่มาพร้อมกับความสามารถประหยัดพลังงานรุ่นล่าสุด ที่สำคัญยังปลดปล่อยความร้อนออกมาได้น้อย จนไม่จำเป็นต้องมีพัดลมเพื่อใช้ระบายความร้อนอีกต่อไป    
     โดยจัดว่าเป็นสถาปัตยกรรม Gen 5 ที่ในฝั่งของระบบปฏิบัติการ Windows จะเห็นเป็นไฮบริดโน้ตบุ๊ค แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นำมาใช้กับ MacBook Retina 12 มี่เน้นในเรื่องของความบางและไร้พัดลม ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีที่ได้รับการพัฒนามาจากทาง Intel
     อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของประสิทธิภาพอยู่ เพราะจากการที่ทีมงานเคยจับ Lenovo Yoga 3 Pro ซึ่งใช้ชิปประมวลผล Intel Core M มา
     จะเห็นได้ชัดเลยว่า พลังในการประมวลผลนั้นมีความสามารถที่ลดลงพอสมควรเมื่อเทียบกับ Intel Core i ตระกูล U แน่นอนว่าถ้าใครจะใช้งานที่เน้นประสิทธิภาพเป็นหลัก MacBook Retina 12 ที่ใช้ Intel Core M ไม่น่าจะใช้คำตอบเท่าไหร่
intel-core-m-logo2. MacBook Retina 12 มีเพียงพอร์ต USB-C เพียงช่องเดียวเท่านั้น
     ด้วยความที่ว่า MacBook Retina 12 นั้นได้รับการติดตั้งพอร์ต USB-C มาเพียงพอร์ตเดียวเท่านั้น เนื่องมาจากต้องการให้ตัวเครื่องมีความบางและเบาอย่างที่สุด
     ซึ่งถ้าใครจะใช้งานพอร์ตอื่นๆ (อาทิ USB 3.0, VGA, HDMI, Display Port) ก็ต้องต่อผ่านอแดปเตอร์เอา
     โดยรุ่นที่ครบๆ จะมีราคา 2,990 บาท ที่ถึงแม้ว่าจะดีแค่ไหนในแง่ของประสิทธิภาพความเร็ว ความครบครัน แต่ก็ไม่ตอบโจทย์ของใครหลายๆ คนเช่นกัน
     เพราะในการใช้งานจริงของคนทั่วไปรวมไปถึงตัวผู้เขียนเอง จำเป็นใช้พอร์ต USB และ HDMI อย่างเป็นประจำ เช่น เชื่อมต่อ iPhone, iPad กับ Macbook เพื่อโอนถ่ายข้อมูล ถ้าขืนต้องต่อผ่านอแดปเตอร์ตลอดเวลาก็คงยุ่งยากแย่
     อีกทั้งต้องพาลไปซื้ออแดปเตอร์เพื่อมาใช้งานอีก ทั้งๆ ที่โน้ตบุ๊คหรือ MacBook รุ่นอื่นๆ ก็ตามเค้ามีหมด เพราะถือว่าเป็นพอร์ตพื้นฐาน
     เรียกได้ว่าคนที่จะซื้อ MacBook Retina 12 มาใช้งานนั้น ต้องไม่ค่อยเชื่อมต่ออะไรกับใคร ไม่ก็เน้นใช้งานไร้สายไปเลย
Screen Shot 2558-03-10 at 17.48.013. MacBook Retina 12 มีราคาสูงหากเทียบกับ MacBook Pro Retina 13
     MacBook Retina 12 จัดได้ว่ามีราคาเริ่มต้นที่ค่อนข้างสูงทีเดียวเมื่อเทียบกับ MacBook Pro Retina 13 ที่ใช้เทคโนโลยีหน้าจอ Retina Display เหมือนกัน
     แต่กลับมาพร้อมคุณสมบัติที่ดีกว่าทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผล Intel Core i ตระกูล M ที่ให้ประสิทธิภาพที่ค่อยข้างสูง ครอบคลุมหลากหลายงาน ไม่ว่าจะเป็น เล่นอินเตอร์เน็ต ดูภาพยนตร์ความละเอียดสูง
     หรือแม้กระทั่งงานตัดต่อวีดีโอ รวมไปถึงการเล่นเกม 3 มิติ เพราะมาพร้อมกับการ์ดจอภายในระดับสูงอย่าง Intel HD 6100 ส่วน
     ซึ่งต้องบอกว่า MacBook Retina 12 เป็นอย่างเห็นได้ชัด โดยส่วนที่ดีกว่านั้นจะมีเพียง SSD ขนาด 256GB ที่มากกว่าเท่านั้น ในรุ่นที่ราคาเดียวกันที่ 43,900 บาท (MacBook Pro Retina 13 ตัว SSD จะมีขนาด 128GB)
Screen Shot 2558-03-10 at 01.51.14
     ในเรื่องของการเชื่อมต่อก็เช่นกัน พอร์ตการเชื่อมต่อของ MacBook Pro Retina 13 มีความครบครันกว่ามาก โดยมีทั้งพอร์ต USB 3.0 จำนวน 2 พอร์ต / Thunderbolt 2 จำนวน 2 พอร์ต / HDMI จำนวน 1 พอร์ต
     ที่ต้องบอกว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับ MacBook Retina 12 ที่มีเพียงพอร์ต USB-C เท่านั้น แน่นอนว่าถ้าใครต้องใช้พอร์ต USB และ HDMI เป็นประจำคงไม่สะดวกอย่างแน่แท้
     ส่งผลให้ในงบประมาณที่เท่าๆ กัน MacBook Pro Retina 13 สามารถเอาไปใช้งานได้ดีกว่า ต่อให้ MacBook Retina 12 จะเบาและเบางกว่าก็ตามที
Screen Shot 2558-03-10 at 02.29.12
     อย่างไรก็ตาม MacBook Retina 12 จะสวยหรู จะไฮโซแค่ไหน จะบางเบาเอาเพียงไร ก็ไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงของใครหลายๆ คนได้
     แต่ก็นั่นแหละครับ Apple คงมองแล้วว่าคงมีกลุ่มคนที่จะซื้อ MacBook Retina 12 อย่างแน่นอน เพราะจากความแตกต่างที่ไม่เคยทำมาก่อน อีกทั้งยังมาให้เลือกถึง 3 สีสันด้วยกัน ซึ่งก็น่าจะเป็นที่ต้องการของคนบางกลุ่มที่ไม่ต้องการซ้ำใครและต้องการ
     ประสบการณ์การใช้งานที่แตกต่าง อารมณ์ก็อาจจะคล้ายๆ คนที่ซื้อรถยนต์เหมือนกัน ถ้าใครพอมีความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์มาบ้างก็น่าจะพอเข้าใจอยู่
แต่ก็ไม่รู้ว่า Apple นั้นจะตีโจทย์แตกหรือเปล่านะครับ ? คงต้องรอดูกันอีกที

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

พอร์ต USB-C ของ MacBook ใหม่เสียบสายชาร์จ iPhone ไม่ได้

เป็นที่ทราบกันว่า MacBook 12 นิ้วรุ่นใหม่ล่าสุดนั้นมีเพียงพอร์ต USB-C เพียงพอร์ตเดียวเท่านั้น ที่ ใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่,USB 3.0, HDMI, VGA และ Mini DisplayPort ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อพอร์ตออกมา และที่สำคัญ พอร์ต USB-C ไม่สามารถเสียบสาย Lightning เพื่อเชื่อมต่อหรือชาร์จ iPhone และ iPad กับ MacBook ได้
Apple จึงก็ได้วางจำหน่ายอุปกรณ์เสริมที่รองรับ USB-C ออกมาเป็นที่เรียบร้อย 5 ชิ้นด้วยกัน แน่นอนว่าผู้ที่เป็นเจ้าของ MacBook 12 นิ้วรุ่นใหม่นี้ต้องซื้อเอาไว้ 1 อย่างเพื่อเชื่อมต่อ iPhone กับตัวเครื่องอย่างแน่นอน ดังนี้
USB-C to USB Adapter ราคา 690 บาท
MJ1M2
USB-C to USB Adapter ให้เชื่อมต่ออุปกรณ์ iOS และอุปกรณ์เสริม USB แบบมาตรฐานหลายๆ ประเภทกับ MacBook ของคุณผ่านทางพอร์ต USB-C ไม่ว่าจะเป็นแฟลชไดรฟ์ กล้อง หรืออุปกรณ์ USB แบบมาตรฐานอื่นๆ และยังสามารถต่อสาย USB เพื่อซิงค์และชาร์จ iPhone, iPad หรือ iPod ได้ด้วย
USB-C Digital AV Multiport Adapter ราคา 2,990 บาท
MJ1K2
USB-C Digital AV Multiport Adapter ให้เชื่อมต่อ MacBook ที่มีพอร์ต USB-C กับจอภาพ HDMI รวมถึงเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ USB แบบมาตรฐานเพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น แฟลชไดรฟ์หรือกล้อง หรือต่อกับสาย USB เพื่อซิงค์และชาร์จ iPhone, iPad หรือ iPod และใช้งาน USB-C Charge Cable ได้ในเวลาเดียวกัน
USB-C VGA Multiport Adapter ราคา 2,990 บาท
MJ1L2
การใช้งานจะเหมือนกับ USB-C Digital AV Multiport Adapter ที่มีราคาเท่ากันแต่ต่างกันตรงเปลี่ยนจากเชื่อมต่อจอภาพจาก HDMI เป็น VGA เท่านั้น
USB-C Charge Cable (2 ม.) ราคา 1090 บาท (แถมมาในชุดจำหน่าย)
MJWT2
USB-C Charge Cable ความยาว 2 เมตร คือสายชาร์จที่มีหัวต่อแบบ USB-C ทั้งสองด้าน โดยสามารถใช้ร่วมกับ Apple USB-C Power Adapter ขนาด 29 วัตต์ (จำหน่ายแยกต่างหาก) เพื่อชาร์จ MacBook ที่มีพอร์ต USB-C กับปลั๊กติดผนัง และยังรองรับ USB 2 สำหรับการซิงค์และถ่ายโอนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ USB-C ด้วยกัน
Apple USB-C Power Adapter ขนาด 29 วัตต์ ราคา 1,890 บาท (แถมมาในชุดจำหน่าย)
MJ262
Apple USB-C Power Adapter ขนาด 29 วัตต์ สามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน หรือระหว่างเดินทาง โดยอะแดปเตอร์นี้สามารถใช้งานได้กับ MacBook ที่มีพอร์ต USB-C และต้องใช้สาย USB-C Charge Cable

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

6 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในอีเวนท์ของ Apple ที่ผ่านมา

ย่างก้าวเข้าสู่เดือนมีนาคม ปี 2015 Apple ประกาศจัดงานแถลงข่าวตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าจะเป็นการเปิดเผยรายละเอียดแบบจัดเต็มของแก็ดเจ็ตสวม ใส่ที่กำลังได้รับการจับตามองของผู้คนทั่วโลกอย่าง Apple Watch ซึ่งส่วนอื่นๆ จะมีอะไรที่อาจเกิดขึ้นบ้างมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นคืนที่ผ่านมากันครับ
1. คุณสมบัติขั้นสุดท้ายของ Apple Watch
apple-event-2015
จากการเปิดตัว Apple Watch ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา Apple ได้ให้ข้อมูลไว้เพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งคืนนี้จะถูกยกให้เป็นค่ำคืนที่มีความสำคัญยิ่งของ Apple Watch ในแง่ของคุณสมบัติ ความน่าใช้ต่างๆ ที่จะมีผลต่อความรู้สึกของผู้ใช้ทั่วโลก
2. ประเทศที่เริ่มวางขาย
ก่อนอื่นต้องกล่าวถึงราคาของ Apple Watch ซึ่งได้เปิดราคาไปแล้วตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 349 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 11,300 บาท) และในรายละเอียดของงานคืนนี้ เป็นที่คาดว่า Apple จะแถลงถึงประเทศแรกที่จะได้สิทธิ์ในการวางขาย ซึ่งจะต้องลุ้นว่าประเทศไทยจะอยู่ในกลุ่มประเทศที่เท่าไหร่
3. แอพพลิเคชันสำหรับ Apple Watch
คืนนี้เชื่อว่าเราจะได้เห็นแอพพลิเคชันที่รองรับกับ Apple Watch มากขึ้น ทั้งจากที่ Apple พัฒนาขึ้นเอง และจากนักพัฒนาภายนอก ซึ่งน่าสนใจว่าจะบริการอะไรใหม่เพิ่มขึ้นมาอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บ้าง
4. MacBook รุ่นใหม่ขนาด 12 นิ้ว
apple-event-2015-1
ถือเป็นข่าวคราวที่มีความเคลื่อนไหวทีละเล็กทีละน้อยมาโดยตลอด สำหรับ MacBook รุ่นใหม่ ขนาด 12 นิ้ว เพิ่มมาด้วยพอร์ต USB Type-C รุ่นใหม่ อีกทั้งรายงานจากสำนักข่าว Wall Street Journal ให้ข้อมูลว่า MacBook รุ่นใหม่ พร้อมวางขายในเดือนเมษายน หรือไม่ก็เดือนมิถุนายน ฉะนั้นงานคืนนี้นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ Apple ที่จะมีการพูดถึงเรื่องนี้
5. Photo App เวอร์ชันใหม่
เราได้เห็นแอพฯ ใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ iPhoto สำหรับผู้ใช้ Mac ซึ่ง Apple ใช้ชื่อว่า Photos เป็นแอพฯ ชนิดเดียวกับที่ใช้ใน iOS 8 เพื่อให้การใช้งานระหว่าง OS X และ iOS เป็นไปอย่างไร้รอยต่อ โดยเริ่มแรกที่ของแอพฯ Photos ที่มาพร้อมกับ OS X Yosemite 10.10.3 ยังเป็นเพียงเวอร์ชัน Beta และในงานคืนนี้น่าจะได้เห็นการพูดถึงรายละเอียดของการใช้งานของแอพฯ Photos เวอร์ชันเต็ม
6. iOS 8.2
เป็นการที่คาดว่าประเด็นสำคัญในงานอีเวนท์คืนนี้ Apple จะนำเสนอ iOS 8.2 ที่จะถูกปล่อยให้ผู้ใช้อุปกรณ์ที่เป็น iOS เพื่อแก้ไขบั๊กต่างๆ ตลอดจนฟีเจอร์ต่างๆ ที่คอยทำงานร่วมกับ Apple Watch แต่หากใครที่ต้องการใช้ Siri ภาษาไทย หรือ Emoji ใหม่ๆ คงต้องรอจนกว่า iOS 8.3 จะสมบูรณ์
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

Apple Watch มาแล้ว! เริ่มต้นที่ 12,000 บาท จำหน่าย 24 เมษายนนี้

เปิดตัวอย่างเป็นทางการ(อีกรอบ)สำหรับ  ที่เมื่อคืนที่ผ่านมานั้นถูกจัดวางให้เป็นพระเอกของงาน แต่ดันเป็นได้แค่ตัวประกอบหลังจาก MacBook รุ่นใหม่แย่งซีนเด่นหน้าตาเฉย!!
Apple Watch มีให้เลือก 3 คอลเลคชั่น มีให้เลือก 2 ขนาดหน้าจอ
- Apple Watch : เป็นรุ่นปกติ ตัวเรือนทำจาก Stainless Steel กระจกหน้าจอแบบซัฟไฟร์
- Apple Watch Sport : ตัวเรือนทำมาจาก Anodised Aluminium กระจกหน้าจอแบบ Ion-X รุ่นนี้โดดเด่นที่สายนาฬิกา ที่มีสีสันสดใส
- Apple Watch Edition : ตัวเรือนเป็นทองคำ 18 กะรัต พร้อมกระจกหน้าจอแบบซัฟไฟร์ สายนาฬิกาแบบตัวล็อค
สรุปคราวๆ มาดูกัน AppleWatch มีฟีเจอร์ใหม่ๆ อะไรได้บ้าง? คาดว่าคงต้องเขียนกันยาวเป็นคัมภีร์ เพราะรู้สึกได้ว่า Apple คิดอะไรไม่ออกก็ยัดมันลงไปให้หมด
- AppleWatch สามารถใช้รับโทรศัพท์แทนการยกหูจากเครื่อง iPhone ได้
- AppleWatch ใช้ดูอากาศแบะพยาการณ์อากาศได้
- AppleWatch สามารถฟังเพลง
- AppleWatch อ่านข้อความแจ้งเตือนได้ง่ายๆ จากหน้าจอ
- AppleWatch แสดงการเต้นของหัวใจของผู้สวมใส่
- AppleWatch มีฟังก์ชั่นการออกกำลังการสำหรับคนรักสุขภาพ
- AppleWatch นั้นรองรับการใช้งาน Siri
- Apple Watch ใช้ WeChat ได้ด้วยปลื้มปริ่ม มาพร้อมสติกเกอร์
- มีโชเชียลครบ Facebook, Twitter, WeChat และ Instagram เรียกว่ามาครบ
- Apple Watch สามารถโทรคุยผ่านทางนาฬิกาได้เลย ‪#‎คิดถึงของค่ายคู่แข่งเลย‬
- AppleWatch สามารถตรวจสอบข้อมูลสายการบิน-โรงแรม ได้ทันที
- ส่วนนี้แอบผิดหวังนะ แบตเตอรี่ของ Apple Watch ได้งานได้ 18 ชั่งโมงครับ ท่าจะแย่เพราะนั้นหมายถึงต้องชาร์จเกือบทุกวัน!!
- Apple Watch รองรับ iOS8.2
- Apple Watch สามารถสแกนจ่ายเงินกับเครื่องอ่าน Apple Pay ได้
- พิเศษกับ Uber เรียกรถได้เลย
- Apple Watch ชาร์จไฟด้วย magnetic charger ที่ด้านหลังตัวเรือนเป็นแบบแม่เหล็ก
กำหนดการวางจำหน่าย Apple Watch จะเปิดให้เริ่มจองในวันที่ 10 เมษายนนี้ และจะเริ่มขาย 24 เมษายนนี้ในบางประเทศ ไม่มีไทยนะครับท่าน (สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, จีน, ออสเตรเลีย, แคนาดา, ฝรังเศส, เยอรมนี, ญี่ปุ่น และฮ่องกง) 
ราคา Apple Watch รุ่น Apple Watch Sport
- ขนาด 38 มม. ราคา $349
- ขนาด 42 มม. ราคา $399
ราคา Apple Watch รุ่น Apple Watch
- ขนาด 38 มม. ราคา ราคา $549 - $1,049
- ขนาด 42 มม. $599 ราคา $599 - $1,099
ราคา Apple Watch รุ่นApple Watch Edition  เริ่มต้นที่ $10,000 และแพงสุดที่  $17,000 ซึ่งมีไม่มากและมีวางจำหน่ายเฉพาะบางร้านเท่านั้น และตอนนี้ราคาของ Apple Watch ที่ Apple Store ฮ่องกงออกมาแล้วครับมาดูกัน
เริ่มกันที่ Apple Watch Sport มีทั้งหมด 10 แบบ
Apple Watch มีทั้งหมด 20 แบบ
Apple Watch Edition มีทั้งหมด 8 แบบ
ดูเหมือนว่า Apple Watch น่าจะไปได้สวยหากไม่ตกม้าตายในเรื่องของแบตเตอรี่ก่อน เพราะตามที่มีการพูดถึงบนเวลาเมื่อคืนที่ผ่านมานั้น แบตเตอรี่ ของ Apple Watch จะอยู่ได้แค่ 18 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งมีความเป็นไปได้ครับว่าอาจต้องชาร์จแบตเตอรี่เกือบทุกวัน
ขอบคุณที่มา: http://hitech.sanook.com/1395141/
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com