ติดตามข่าวสารอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ thaizones.net นะครับ.. ^0^. ขับเคลื่อนโดย Blogger.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคาไอโฟน4s แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคาไอโฟน4s แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

คลื่นสัญญานมือถือจะส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและสมองหรือไม่

จะส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและสมองหรือไม่
ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือส่งผลให้ปัจจุบันสามารถทำหน้าที่แบบคอมพิวเตอร์แบบพกพา ดังนั้นการขยายการติดตั้งเสาส่งสัญญานให้ครอบคุลมทั่วประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานอย่างทั่วถึง จึงกลายเป็นความวิตกกังวลของประชาชานว่าเสาส่งสัญญานโทรศัพท์มือถือจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพหรือไม่
ทุกวันนี้รอบๆตัวเราก็มีการแผ่คลื่นต่างๆมากมาก แต่ยังไม่เคยมีการวิจัยใดระบุว่าคลื่นเหล่านี้เป็นอันตรายต่อมนุษย์แต่ในทางกลับกันพบว่าคลื่นสัญญานเหล่านี้มีประโยชน์ในการสื่อสาร แม้กระทั่งในกรณีที่เกิดภัยพิบัติต่างๆซึ่งสามารถเร่งระดมช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที แต่หากไม่มีคลื่นสัญญานเหล่านี้อาจเกิดความเสียหายมากมายเช่นกันซึ่งได้มีผู้ที่เกี่ยวข้องได้ออกมาร่วมแสดงความคิดเห็น ดังนี้
ทางศาสตราจารย์ ดร.ถวิล พึ่งมาผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมโทรคมนาคมได้กล่าวว่าเสาส่งสัญญานของมือถือมีแค่ 100 วัตต์ แต่100 วัตต์ของมือถือมีการควบคุม นั่นก็แปลว่าสัญญานที่มาถึงตัวเราน้อยมาก
ส่วนผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรศิลป์ จยาวรรณผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาด้านการสื่อสาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้กล่าวว่าสัญญานคลื่นโทรศัพท์มือถือจะส่งผลกระทบต่อสมองหรือระบบประสาทนั้นขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันจากหน่วยงานใด
ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์เลขาธิการ กสทช กสทช กล่าวว่าการติดตั้งและการแผ่คลื่นความถี่ของผู้ประกอบการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช.ซึ่งถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ดังนั้นคลื่นที่ส่งออกจากเสาส่งสัญญานมือถือ ไม่กระทบต่อสุขภาพแน่นอนอีกทั้งยังกล่างอีกว่า ก่อนที่จะมีการตั้ง ผู้ประกอบการจะต้องมาขออนุญาตกับทาง กสทช. ก่อนโดยทาง กสทช. เองก็จะต้องมีการประเมินความแรงของสนามแม่เหล็กและทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน แต่ถ้าหลังจากติดตั้งไปแล้ว ประชาชนยังมีความกังวลใจอีก หลายคนร้องเรียนมาที่ กสทช.อีก ทางกสทช.อาจจะไปตรวจเองหรือหน่วยงานกลางไปตรวจสอบเรื่องนี้อีกทีนึง ถ้าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของเราก็ให้ประชาชนสบายใจได้ว่ามันไม่ได้เป็นไปตามนั้น
ด้านคุณนุสรา ชูกูล ผู้อำนวยการกลุ่มงานมาตรฐานและเทคโนโลยีโทรคมนาคม กสทช. กล่าวว่าสาระสำคัญอยู่ที่สายอากาศ  เวลาที่ต่อจากเครื่องสถานีฐาน มองแค่จุดนั้นว่าถ้าหากคลื่นมันทำงานก็แสดงว่ามันมีการแพร่กระจายของพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า ออกมา แต่จุดนั้นคนทั่วไปไม่ได้เข้าไปหรอกค่ะ จะเป็นเจ้าหน้าที่ ที่ทำงานภาคสนามมากกว่าที่เข้าไป
ทางกสทช. ยังมีสำนักงานมาตรฐานและเทคโนโลยีโทรคมนาคมในการกำกับดูแลความปลอดภัยต่อสุขภาพประชาชน จากการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยมีหลักเกณฑ์มาตรฐานกำกับดูแลผู้ประกอบการทั้งก่อนและหลังการจัดตั้งสถานีฐานซึ่งจะมีการตรวจวัดระดับความถี่ของการแผ่คลื่นสัญญานโทรศัพท์มือถือ
ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช.เองและเป็นไปตามข้อกำหนดของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ สามารถสร้างความมั่นใจได้ว่าเสาส่งสัญญานมือถือไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะคนในพื้นที่ที่อยู่ใกล้สถานีฐานนั้นจะได้คลายความวิตกกังวลและสามารถใช้โทรศัพท์มือถือได้อย่างปลอดภัย
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

‘สมาร์ทโฟนซินโดรม‘ โรคใหม่ที่ใครๆ ก็เป็น

'สมาร์ทโฟนซินโดรม' โรคใหม่ที่ใครๆ ก็เป็น
หากใช้ไม่ดีจะเกิดผลเสียตามมามากมาย สังคมสมัยนี้ใช้โทรศัพท์จนเป็นเหมือนอวัยวะหนึ่งในร่างกาย ก่อให้เกิดภาวะสังคมก้มหน้า หรือ สมาร์ทโฟนซินโดรม ซึ่งโรคดังกล่าวมีวิธีแก้มากมาย แต่วิธีที่ดีสุดคือการไม่ใช้มันจนกลายเป็นกิจวัตร


ในยุคโลกาภิวัตน์คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมโลกปัจจุบันเติบโตแบบก้าวกระโดดในอัตราที่รวดเร็ว ผู้คนเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น เนื่องจากมีคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถรวบรวมข้อมูล เรื่องราวต่างๆ ที่มีอย่างไม่จำกัด มาใส่ไว้ในอินเตอร์เน็ต แต่ในทางกลับกันหากเราต่างขะมักเขม้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ก็จะส่งผลเสียตามมา เช่น ตาพร่ามัว ปวดศีรษะ หรือปวดแขน จนกลายเป็นสังคมก้มหน้า หรือ "โรคสมาร์ทโฟนซินโดรม"

สาเหตุสำคัญของสมาร์ทโฟนซินโดรม อาจารย์ปรีดา ตั้งตรงจิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ(วัดโพธิ์) เปิดเผยว่า เกิดจากการที่ต้องก้มหน้า เพ่งสายตา นั่งคูดคู้หลังโก้ง เกร็งแขน เกร็งมือ ขยับนิ้วไปมา และอยู่ในอิริยาบทเดิมเป็นเวลานานๆ ซึ่งจะนำไปสู่อาการผิดปกติทางร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น หลับไม่สนิท อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หน้ามืด คลื่นไส้ กล้ามเนื้อใบหน้าหย่อน หน้าย่น คางย้อย เมื่อยคอ บ่า ไหล ปวดหลังปวดเอว หรือแม้กระทั่งนิ้วล็อค มือชา ข้อเอ็นอักเสบ

นอกจากนั้นการหมกหมุ่นอยู่กับอุปกรณ์สื่อสารตลอดเวลาจะทำให้เราขาดความสนใจต่อสิ่งรอบข้าง แยกตัวออกจากสังคม สมาธิสั้น พลั้งเผลอจนเกิดอุบัติเหตุ ก้าวร้าว อารมณ์แปรปรวน คิดช้า มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลง จนกลายเป็นปัญหาครอบครัว

อาจารย์ปรีดา กล่าวอีกว่า โรคนี้กำลังกลายเป็นโรคใหม่ที่คนสมัยปัจจุบันกำลังเผชิญแบบไม่รู้ตัว ถ้าหากเทียบกับจำนวนมือถือหลายพันล้านเครื่องทั่วโลก นั่นหมายความว่ามีคนหลายล้านคนบนโลกนี้ กำลังป่วยเป็นโรคสมาร์ทโฟนซินโดรมด้วยเช่นกัน อาการของโรคดังกล่าวเป็นภาวะที่เราสร้างขึ้นมาเอง และสามารถรักษาได้ง่ายๆ ด้วยการนวดแผนไทย โดยเริ่มต้นจากการบริหารดวงตา

1. หลับตาแล้วบีบหนังตาให้แน่น ลืมตาออกและทำซ้ำหลายๆ ครั้ง จะช่วยลดอาการตาเบลอได้
2. กดฐานกะโหลกศีรษะ 3 จุด
3. ประสานมือทาบไปด้านหลังศีรษะ แล้วใช้มือโป้งทั้งสองข้างกดไปที่โค้งคอ 3 จุด
4. ใช้ปลายนิ้วกดบ่าฝั่งตรงข้าม สลับทำทั้งสองข้างไปมา
5. กดหัวคิ้วด้านซ้าย กึ่งกลางหัวคิ้วและหัวคิ้วด้านขวา
6. ใช้ปลายนิ้วคลึงขมับ แล้วใช้อุ้งมือกดขมับทั้งสองข้างเบาๆ
7. ใช้ฝ่ามือลูบผ่านปากขึ้นไปทางแก้ม และใช้หลังมือไล้จากใต้คางผ่านไปถึงหลังใบหู โดยทำสลับกัน 5-10 รอบ

ส่วนปัญหาปวดแขน เมื่อยบ่า นิ้วล็อค แก้โดยเริ่ม

1. กดแขนตามแนวนิ้วหัวแม่มือ ไล่จากแขนท่อนบนลงไปท่อนล่าง
2. กดจุดโคนกระดูกนิ้วหัวแม่มือ
3. กดจุดกึ่งกลางเนินนิ้วหัวแม่มือ
4. กดจุดระหว่างร่องนิ้วหัวแม่มืดและนิ้วชี้

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเป็นเหมือนดาบสองคม ใช้ดีก็จะเกิดประโยชน์ ใช้ไม่ดีก็จะเกิดผลเสีย ควรแบ่งเวลาเล่นให้พอเหมาะพอควร ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาตามมาจนไม่สามารถแก้ไขได้
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

หน้าจอมือถือสำคัญ! มารู้วิธีดูแลรักษาหน้าจอมือถือ Smart phone กันดีกว่า

สำคัญ! มารู้วิธีดูแลรักษาหน้าจอมือถือ Smart phone กันดีกว่า
ในแต่ละวันเรากับ Smart phone ทำอะไรบ้าง แน่นอนครับ หน้าจอมือถือ คือ ผู้รับบทหนักกว่าส่วนอื่น ยิ่งใครติดเกมส์หรือ Social แบบเล่นได้ตลอดทั้งวัน หน้าจอของเรายิ่งรับบทหนักกว่าเดิม ดังนั้น เราจึงควรหาวิธีถนอมหน้าจอให้อยู่กับเราได้อย่างคงทน ไม่เป็นริ้วรอยตลอดอายุการใช้งานโดยมีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ โดยมีวิธีการดูแลรักษาโทรศัพท์ได้ง่ายๆ ดังนี้ครับ

1.ติดแผ่นฟิล์มกันรอย
หน้าจอสมาร์ทโฟนแบบสัมผัสที่เราใช้กันทุกวันนี้ ใช้วัสดุที่ทำจากกระจก ซึ่งถือเป็นวัสดุที่แข็ง ผ่านการทดสอบแล้วว่าทนทานต่อทุกสภาพแวดล้อม โดยที่ตัวกระจกไม่เป็นรอย แต่ในความเป็นจริงแล้ว มือของเราสัมผัสสิ่งต่างๆ โดยไม่ทราบว่ามีฝุ่นหรือสิ่งสกปรกติดมาด้วยหรือไม่ นิ้วที่เปื้อนฝุ่นมา เมื่อถูหรือสัมผัสกับหน้าจอมือถือ Smart phone โดยตรง ฝุ่นเม็ดเล็กๆ เหล่านี้ จะเริ่มขีดข่วนกระจกให้เป็นรอยโดยที่เราไม่รู้ตัว พอดูอีกที หน้าจอโทรศัพท์เราอาจมีรอยใหญ่ ๆ สักเส้น หรือรอยขนแมวเล็ก ๆ แต่กระจายเต็มหน้าจอไปหมดแล้วก็ได้
ด้วยเหตุนี้เอง การติดฟิล์มโทรศัพท์เพื่อกันรอยจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนรักหน้าจอ ที่มีทั้งแบบเนื้อพลาสติกบาง ๆ ธรรมดา ไปจนถึงเนื้อแบบกระจกที่เรียกว่า Temper Glass การติดฟิล์มกันรอยนั้น ขอให้เลือกฟิล์มจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ เพื่อที่เวลาติดฟิล์มแล้ว จะได้ไม่มีปัญหาอื่น ๆ ตามมาครับ
2.ระวังไม่ให้มือถือตก
แน่นอนอยู่แล้วข้อควรระวังอันดับต้น ๆ สำหรับการใช้โทรศัพท์มือถือ คือ "ห้ามทำตก" เพราะขณะที่เครื่องตกพื้น ถึงจะไม่สูงมาก แต่ก็อาจทำให้เครื่องพังถาวรเอาได้ง่าย ๆ เนื่องจากกระจกหน้าจอมือถือ เป็นวัสดุแข็ง ไม่หยืดหยุ่น เมื่อได้รับแรงกระแทกจากการตก กระจกจะต้องรับแรงเต็ม ๆ ทำให้เนื้อกระจกแตกออกจากกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากทำมือถือตกแบบดูไม่รุนแรง แต่กระจกหน้าจอร้าวหรือแตกไปเลย เพราะฉะนั้น การดูแลรักษาเครื่องอย่างทะนุถนอม มีสติขณะใช้งาน ไม่เผลอขว้างปาเมื่อมีอารมณ์ รวมถึงใส่เคสมือถือ หรือซอง เพื่อป้องกันการทำตกแบบไม่ตั้งใจ จะทำให้มือถือ Smart phone แข็งแรงทนทานตลอดอายุการใช้งานแล้วหละครับ
3.ใช้ผ้าไม่มีขน กับน้ำยาสำหรับทำความสะอาด Touch Screen โดยเฉพาะ
หน้าจอมือถือแบบสัมผัสของเครื่อง หรือตัวฟิล์มกันรอยหน้าจอที่ติดมานั้น จะมีสารเคลือบเพื่อให้เราสัมผัสได้อย่างลื่นไหล มองภาพได้ชัดเจน รวมถึงกันรอยเบื้องต้นไม่ให้เป็นรอยลึกถึงเนื้อกระจกอยู่แล้ว แต่สารเคลือบที่มาจากโรงงานนั้น ค่อนข้างบาง การทำความสะอาดที่ถูกต้อง จึงควรใช้น้ำยาสำหรับเช็ดหน้าจอสัมผัสเท่านั้น ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายสินค้า IT ชั้นนำทั่วไป สำหรับผ้าเช็ดหน้าจอนั้น ควรใช้ผ้าที่มีผิวสัมผัสนิ่ม ละเอียด ไม่มีขน ผ้าที่เหมาะที่สุดในการเช็ดคือ ผ้าไหมละเอียดสำหรับเช็ดเลนส์แว่นสายตา ที่หาซื้อได้ตามร้านแว่นตาชั้นนำทั่วไป
เมื่อได้ผ้ากับน้ำยามาแล้ว ก็เพียงแค่พ่นน้ำยาลงบนผ้า (อย่าพ่นน้ำยาลงที่หน้าจอหรือฟิล์มโดยตรง) จากนั้นก็เช็ดให้สะอาดด้วยผ้าเฉพาะ ซึ่งหากทำได้วันละครั้งก็จะดีมากครับ
4.ไม่วางไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูง
อุณหภูมิเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อ Smart phone ของเรา ในคู่มือมักระบุไว้ชัดเจนว่า ไม่ควรให้มือถืออยู่ในที่เย็นจัดหรือร้อนจัด เพราะอาจส่งผลต่อชิ้นส่วนภายใน รวมทั้งการหดขยายตัวของวัสดุ สร้างความเสียหายต่อตัวเครื่องทั้งหมดได้ บางครั้งเราอาจสงสัยว่า จู่ ๆ หน้าจอมือถือของเราก็แตกเอง ทั้งที่ไม่ได้ไปทำตกพื้นอะไรเลย นั่นอาจเป็นเพราะตัวเครื่องเจอสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม ทำให้เนื้อกระจกเกิดการขยายตัวจนเบียดกันเอง แล้วแตกร้าวในที่สุด
ฉะนั้นแล้ว อย่าทิ้งเครื่องเราไว้ในสถานที่ปิด อากาศไม่ถ่ายเท เช่นรถที่จอดไว้โดยไม่ได้เปิดแอร์ ห้องปิดที่แดดส่องถึง ห้องที่เย็นจัด รวมถึงตู้เย็นด้วยครับ เพราะความร้อนและความเย็นที่ผิดไปจากการใช้งานปกติเหล่านี้ ทำให้หน้าจอแตกเองได้ แถมผู้ผลิตมีสิทธิไม่รับผิดชอบในการซ่อมตามเงื่อนไขประกันเครื่องด้วยนะครับ
Smart phone ของเรา มีการออกแบบและผลิตอย่างมีมาตรฐาน แต่จะใช้งานได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่ในการดูแลของเราด้วยนะครับ
ที่มา - www.samsung.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

แบรนด์ดังในรอบ 100 ปีที่เปลี่ยนโฉมไปจนคุณจำไม่ได้

ในรอบ 100 ปีที่เปลี่ยนโฉมไปจนคุณจำไม่ได้
โลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง  สิ่งนี้เป็นสัจธรรมของโลกที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้  รวมกระทั่งแบรนด์สินค้าเองก็เช่นกัน ยิ่งแบรนด์มีอายุยาวนานมากเท่าไหร่ยิ่งผ่านความเปลี่ยนแปลงมาหลายต่อหลาย ครั้งเท่านั้น  วันนี้เราจะพาไปพบกับการ Rebrand ของแบรนด์สินค้าดังๆที่รับรองว่าถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ว่ามันคือแบรนด์ที่คุณ รู้จักในปัจจุบัน
แบรนด์ต่างๆที่นำมาให้ดูกันนี้คาดว่าน่าจะคุ้นหน้าคุ้นตากันพอสมควร  สำหรับแบรนด์ IT ที่เด่นๆก็จะมี IBM, Sega, Google, MacAfee และ Firefox จะเห็นว่าแบรนด์ยิ่งเก่าเท่าไหร่พอเอาหน้าตาฉบับดั้งเดิมมาเทียบกับปัจจุบัน ก็แทบจะจำกันไม่ได้เลย  เพราะผ่านการเปลี่ยนโฉมมาหลายต่อหลายครั้งกว่าจะมีหน้าตาแบบที่เห็นกันใน ปัจจุบัน (อารมณ์ประมาณคนที่ศัลยกรรมมาหลายรอบนั่นเอง…)
บางแบรนด์ที่ยังมีอายุไม่มากอาจจะยังมีเค้าโครงเดิมหลงเหลือพอให้เราเดา ได้อยู่บ้าง  เช่น  โลโก้ดั้งเดิมของ Google ที่ตอนแรกใช้ชื่อว่า Backrub (แปลตรงตัวคือแปลว่า “ถูหลัง”)  ถึงแม้ว่าชื่อเดิมของ Google จะดูไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับชื่อปัจจุบัน  แต่หน้าตาและสีสันของโลโก้ก็ยังพอมีเค้าโครงเดิมอยู่บ้าง  หรืออย่างแบรนด์ Browser หมาไฟอย่าง Firefox แต่เดิมก็เคยเป็น Firebird นกไฟ มาก่อน  แต่ชื่อ Firebird นี้ดันไปซ้ำกับแบรนด์อื่นที่มีอยู่ก่อน  จากนกไฟเลยต้องกลายสายพันธุ์มาเป็นจิ้งจอกไฟนั่นเอง
สนับสนุนเนื้อหา: Arip
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เมื่อมือถือเป็นมากกว่ามือถือ: รู้จักกับตลาดมือถือหรู

เมื่อมือถือเป็นมากกว่ามือถือ: รู้จักกับตลาดมือถือหรู
เวลาเราพูดถึงโทรศัพท์มือถือแล้ว สิ่งที่เรามักจะนึกถึงคือโทรศัพท์ที่อยู่ในกลุ่มของตลาดทั่วไป (mass) ซึ่งมีหลากหลายราคาตั้งแต่ระดับราคาต่ำมากในหลักร้อย ไปจนถึงในระดับราคาหลักหมื่นต้นไปแตะที่หมื่นกลางก็มี
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอีกหนึ่งตลาดสำหรับโทรศัพท์มือถือ และถือว่าเป็นตลาดที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง และเรามักจะไม่ค่อยเห็นกันโดยทั่วไป ตลาดเหล่านั้นคือตลาดมือถือหรู ซึ่งราคาของโทรศัพท์ในตลาดเหล่านี้ เริ่มต้นกันที่หลักหมื่นบาทไปจนถึงไม่มีที่สิ้นสุดของราคา เรียกง่ายๆ ว่าเงินมีเท่าไหร่ โทรศัพท์มือถือเหล่านี้ก็มีวางขายครับ
บทความนี้จะเป็นการแนะนำสั้นๆ เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือหรู โดยเน้นไปที่แนวคิดคร่าวๆ แล้วก็แนะนำผู้เล่นในตลาดนี้กันครับ
ทำไมถึงต้อง "มือถือหรู"?: คำอธิบายเชิงทฤษฎีสังคมวิทยาและประวัติศาสตร์
ในเชิงทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ การบริโภคสินค้าที่มีความหรูหราเหล่านี้ (ไม่จำกัดเฉพาะแต่เพียงมือถือเท่านั้น) มีชื่อเรียกว่า "Conspicuous consumption" หรือแปลภาษาไทยคือ "การบริโภคเพื่อแสดงสถานะ" อันเป็นคำที่ถูกคิดขึ้นโดยนักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน Thorstein Veblen ในหนังสือชื่อ The Theory of the Leisure Class: An Economic Study in the Evolution of Institutions ในปี 1899

Thorstein Veblen นักทฤษฎีสังคมวิทยาชาวอเมริกัน (ภาพจาก Wikipedia)
อธิบายอย่างง่ายที่สุด การบริโภคเพื่อแสดงสถานะ คือการจ่ายเงินไปเพื่อจัดหาสินค้าหรือบริการที่เป็นของหรูหรา ฟุ่มเฟือย (luxury) เพื่อแสดงออกอย่างชัดเจนถึงสถานะและพลังทางเศรษฐกิจของตัวเอง ไม่ว่าจะโดยรายได้หรือความมั่งคั่งของตัวเองที่สะสมไว้ กล่าวอย่างง่ายก็คือ ใช้วัตถุหรือการบริโภคเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความมั่งมีนั่นเอง
ทฤษฎีของ Veblen แม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ตอนปลาย ต่อเนื่องมายังศตวรรษที่ 20 ตอนต้น เพราะในช่วงเวลานั้นเกิดกลุ่ม “คนรวยใหม่” (nouveau riche) ที่รวยจากการสะสมของเงินทุนและความร่ำรวย อันเป็นผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม (เทียบง่ายๆ กับบ้านเราคือช่วงยุคก่อร่างสร้างตัวของบรรดาเศรษฐีชาวจีนที่อพยพมาอยู่ที่ ไทยในฐานะคนรวยใหม่ กับเจ้านายขุนนาง ที่เป็นกลุ่มคนรวยเก่า) แต่ทฤษฎีของ Veblen ก็ยังคงปรับใช้ได้ดีในยุคปัจจุบัน นั่นก็เพราะว่าโครงสร้างทางสังคมที่อิงฐานของทุนนิยมในลักษณะของสังคมสมัย ใหม่ ทำให้การขยับพื้นที่ของชนชั้นเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ต้องมีโครงสร้างการควบคุมอย่างเช่น ระบบศักดินา เข้ามาเป็นตัวกำกับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนรวยใหม่จึงมีขึ้นได้เสมอนั่นเอง
สิ่งที่คนรวยใหม่พึงจะกระทำได้ เพื่อขยับฐานะ (หรืออย่างน้อยเพื่อทำให้เป็นที่รู้จัก) หนทางหนึ่งนอกจากการมี “บริวาร” หรือผู้คนในฐานะ “เครื่องใช้ไม้สอย” (ไม่จำเป็นต้องอยู่ในฐานะของทาส แต่อาจมาในรูปของ “สายสัมพันธ์”) คือการแสดงออกโดยผ่านการบริโภคสินค้าหรูหรา ฟุ่มเฟือยเหล่านี้ ในฐานะสิ่งที่สื่ออย่างชัดเจนต่อสายตาของบุคคลภายนอกถึงความร่ำรวย ความซับซ้อนของรสนิยม ในรูปแบบเชิงประจักษ์นั่นเอง

ภาพจาก Trendymen.ru
เมื่อหันกลับมาพิจารณาในตลาดโทรศัพท์มือถือหรูหราเหล่านี้ ย่อมสามารถบอกได้ว่าโทรศัพท์มือถือในกลุ่มนี้มีสถานะของการเป็น “เครื่องมือแสดงออก” ถึงความร่ำรวยของบรรดาคนร่ำรวยเหล่านี้ ไม่ว่าจะในกลุ่มของคนรวยใหม่ หรือกลุ่มคนรวยเก่าก็ตาม ดังนั้นโทรศัพท์มือถือกลุ่มนี้ ความหรูหราจึงเป็นประเด็นหลัก มากกว่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพ และ/หรือความสามารถ เพราะมือถือจะต้องเป็นเครื่องมือที่สามารถสื่อถึงความร่ำรวยหรือสถานะทางชน ชั้นของตัวเองที่สังกัดอยู่
ตลาดมือถือหรูหราไม่ได้เกิดขึ้นมาก่อนหน้าปี 2000 แต่กลับปรากฏตัวหลังปี 2002 เป็นต้นมา แนวคิดของการสร้างโทรศัพท์มือถือหรูต้องยกให้ Nokia ภายใต้การนำของ Frank Nuovo ซึ่งตอนนั้นเป็นหัวหน้าแผนกออกแบบของโนเกีย สมัยที่ยังไม่ขายส่วนกิจการโทรศัพท์มือถือไปให้ไมโครซอฟท์

Frank Nuovo (ภาพจาก datzing.com-beta.com)
Nuovo มองว่าไม่มีเหตุผลใดที่ไม่ทำโทรศัพท์มือถือหรูหรือราคาแพงแบบเดียวกับนาฬิกา ถ้าคนรวยสามารถจ่ายเงินไปกับนาฬิกาข้อมือที่แพงมากๆ (เช่น Ulysse Nardin, IWC, Vacheron Constantin, Patek Philippe) ทำไมจะจ่ายเงินกับโทรศัพท์มือถือแบบเดียวกับนาฬิกาไม่ได้บ้าง? สิ่งที่เกิดขึ้นคือการก่อตั้งแผนก Vertu ที่รับผิดชอบกลุ่มของโทรศัพท์มือถือราคาแพง และเปิดตัวสินค้า Vertu Signature ในปี 2002 นับเป็นการเปิดพื้นที่โทรศัพท์มือถือราคาแพงเป็นครั้งแรก
หลังจากนั้นเป็นต้นมา มีบริษัทมือถือหรูหน้าใหม่เกิดขึ้นในตลาดเป็นจำนวนมาก (เช่น Mobiado ในปี 2004, GRESSO ในปี 2007) สิ่งที่เกิดขึ้นอีกด้านคือ บริษัทแฟชั่นเริ่มหันไปจับมือกับผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ เพื่อร่วมกันออกแบบสินค้าใหม่ แล้วแปะยี่ห้อ/แบรนด์ของตัวเองลงไปบนโทรศัพท์ (เช่น LG กับ Prada, Giorgio Armani กับ Samsung, Bang & Olufsen กับ Samsung) และแม้กระทั่งบริษัทด้านดีไซน์ อย่าง Porsche Design ที่เดินเข้าสู่สนามนี้กับ BlackBerry ด้วย
ขนาดของตลาดและการเติบโต
โทรศัพท์มือถือกลุ่มนี้มักไม่เปิดเผยตัวเลขหรือแม้กระทั่งยอดขายให้ สาธารณะรับรู้ แต่ตัวเลขจากการคาดการณ์ของสำนักวิจัย ABI Research ในปี 2009 ระบุว่ามูลค่าของตลาดนี้มีอยู่ที่ 11,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ และอาจจะพุ่งสูงถึง 43,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2013
สำหรับประเทศไทย แม้ไม่มีตัวเลขปรากฏอย่างชัดเจน แต่จากรายงานของ Euromonitor ที่เป็นรายงานของกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หรูหรา (Luxury Electronic Gadgets) ซึ่งระบุรวมทั้งโทรศัพท์มือถือหรูและเครื่องเล่นเพลง MP3 แบบหรู ระบุว่าในปีที่แล้ว (2013) ตลาดของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 6% และมีมูลค่าที่ 90 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,800 ล้านบาท)
นักวิเคราะห์ Matt Lewis จากบริษัทวิจัยตลาด ARCchart มองว่าตลาดนี้มียอดของการเติบโตสูง เพราะ กำไรต่อหน่วย (margin) สูงมาก ในขณะที่ต้องผลิตเป็นจำนวนที่น้อยกว่ามือถือทั่วไปมาก อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือและผู้ผลิตสินค้าแฟชั่น จำนวนมาก สนใจมาเล่นในตลาดนี้
อย่างไรก็ตามตลาดนี้ก็ถือว่า “ไม่ง่าย” สำหรับผู้ผลิต เพราะมีอัตราการแข่งขันสูง ทำให้หลายยี่ห้อทำสินค้าออกมาครั้งเดียวแล้วไม่ทำต่ออีก หรือทำได้ไม่นานอย่างที่คิด เช่น Ulysse Nardin ผู้ผลิตนาฬิกาหรูสัญชาติสวิส ที่ออกโทรศัพท์ Ulysse Nardin Chairman ด้วยราคาที่แพงลิบลิ่ว (ประมาณ 170,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5 ล้านบาท หากคิดจากอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) หรือ Christian Dior ผู้ผลิตสินค้าหรูจากฝรั่งเศส ที่ออกโทรศัพท์อย่าง Dior Phone Touch ออกมา (รุ่นเริ่มต้นที่ราคาประมาณ 160,000 บาท คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) ก่อนที่จะไม่ทำต่ออีก อีกกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนคือ LG Prada ซึ่งออกมาได้เพียงสามรุ่นก็เลิกไป

Ulysse Nardin Chairman หนึ่งในโทรศัพท์มือถือหรูที่มีราคาแพงที่สุดของโลก (ภาพจาก Engadget)
ผู้เล่นในตลาด
สำหรับผู้เล่นในตลาดโทรศัพท์มือถือหรูปัจจุบันมีอยู่มากมาย ทั้งที่เป็นฟีเจอร์โฟน หรือสมาร์ทโฟน แต่ถ้าจะแบ่งให้ชัดเจนสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วนหลัก ซึ่งก็คือ
  • ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือหรู ประกอบด้วยบริษัทที่ผลิตมือถือหรูมาตั้งแต่แรก กับผู้ผลิตอุปกรณ์แฟชั่นที่หันมาจับตลาดโทรศัพท์มือถือหรู บทความนี้จะกล่าวถึงบริษัทเหล่านี้ โดยเน้นกลุ่มที่มีผลิตภัณฑ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง (จะไม่กล่าวถึงบริษัทหรือผู้ผลิตที่ออกผลิตภัณฑ์มาได้เพียงรุ่นเดียว แล้วก็เลิกผลิต)
  • ผู้ดัดแปลงโทรศัพท์มือถือ กลุ่มนี้จะเป็นลักษณะที่นำเอาโทรศัพท์มือถือในท้องตลาดที่มีอยู่ มาผ่านกระบวนการบางอย่าง (เช่น ชุบทอง หรือใส่อัญมณี) เพื่อทำให้โทรศัพท์เหล่านั้นมีราคาที่แพงขึ้นกว่าเดิม ส่วนมากมักจะไม่ได้ผลิตหรือออกแบบมือถือด้วยตนเอง (ตัวอย่างเช่น Goldgenie) ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในบทความนี้
ผู้เล่นที่ผลิตโทรศัพท์มือถือเป็นของตนเอง หรือร่วมออกแบบโทรศัพท์และทำมาอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนไม่มากนัก ที่พอจะกล่าวถึงได้ก็มีดังต่อไปนี้
Vertu
Vertu เป็นผู้ริเริ่มในการสร้างตลาดนี้ตั้งแต่แรก กำเนิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของ Frank Nuovo ระหว่างที่กำลังทำโครงการ Nokia ซีรีส์ 8800 ในปี 1995 ที่อังกฤษ และเริ่มก่อตัวอย่างจริงจังช่วงปี 1998-2000 ก่อนที่จะเปิดตัวด้วย Vertu Signature ในปี 2002 ปัจจุบันมีวางจำหน่ายทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
จุดขายของ Vertu อยู่ที่การเป็นโทรศัพท์ที่ประกอบด้วยมือแบบเดียวกับนาฬิกาที่ประกอบจากมือใน ประเทศสวิส (เช่น Hublot) กลไกภายใน (เช่นปุ่มกดที่ทำจากทับทิม ซึ่ง Vertu อ้างว่าทนทานกว่า) วัสดุที่หรูกว่า (ใช้หนังแท้) เสียงเรียกเข้าที่เล่นโดยวงดุริยางค์กรุงลอนดอน รวมถึงการบริการเลขาส่วนตัวที่ขึ้นชื่อเรื่องการจัดหาสินค้าและบริการต่างๆ
ราคาของ Vertu เริ่มต้นที่ประมาณ 200,000 บาท จนไปจบที่หลักล้าน
Mobiado
Mobiado เป็นผู้เล่นรายที่สองต่อจาก Vertu ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2004 ที่ประเทศแคนาดา โดยออกแบบโทรศัพท์ด้วยตนเอง รวมถึงซอฟต์แวร์ภายในที่ปรับแต่งเอง แต่ใช้บอร์ดภายในที่เป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากผู้ผลิตรายอื่น (เช่น Nokia)
สิ่งที่ Mobiado เน้นคือเรื่องของวัสดุและการออกแบบ โดยล่าสุด Mobiado ได้ออกรุ่นที่ให้ศิลปินของบริษัท ลงสีจริงบนตัวเครื่องด้วยในชื่อซีรีส์ Professional 3 DC รวมถึงความแม่นยำของการผลิตที่เกิดจากการใช้เครื่องผลิตแบบ CNC ที่เป็นเครื่องจักรในการใช้ผลิตหรือขึ้นรูปชิ้นงานที่เป็นโลหะ ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์
ปัจจุบัน Mobiado มีจำหน่ายอยู่ในหลายทวีปทั่วโลก ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศเวียดนาม สำหรับประเทศไทยยังไม่มีปรากฏวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการชัดเจน
ราคาของ Mobiado เริ่มต้นที่ประมาณ 60,000 บาท จนไปจบที่หลักล้านสำหรับรุ่นที่หายากและมีจำนวนการผลิตที่น้อย
TAG Heuer
หนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่หันมาผลิตโทรศัพท์มือถือตั้งแต่ปี 2008 โดยร่วมมือกับบริษัท ModeLabs ที่เป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในประเทศฝรั่งเศส ผลิตโทรศัพท์ที่เป็นฟีเจอร์โฟนสำหรับตลาดหรูในชื่อ Meridiist และสมาร์ทโฟนในชื่อ LINK และ Racer (ตามชื่อรุ่นของนาฬิกา)
จุดขายของ TAG Heuer อยู่ที่การออกแบบ วัสดุ นวัตกรรม (เช่น Meridiist Infinite โทรศัพท์ชาร์จตัวเองได้จากพลังงานแสงอาทิตย์) และแบรนด์ที่เข้มแข็งจากตลาดนาฬิกาหรู โดยปัจจุบัน TAG Heuer จำหน่ายทั่วโลกผ่านร้านค้าของ TAG Heuer ที่ตั้งอยู่ตามประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย
ราคาของ TAG Heuer เริ่มต้นที่ประมาณ 100,000 บาท ไปจบที่ประมาณแสนกลาง (ประมาณ 400,000 บาท) สำหรับรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนทั้งหมด

Gresso

Gresso เป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริมจากสหรัฐอเมริกา โดยเน้นทำตลาดสำหรับโทรศัพท์มือถือในกลุ่มประเทศรัสเซียและอดีตสหภาพโซเวียต ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ปรากฏตัวครั้งแรกในปี 2006 พร้อมกับโทรศัพท์มือถือฟีเจอร์โฟนที่ทำจากไม้ African Blackwood และทองคำ อย่างไรก็ตามประวัติของ Gresso ถือว่าไม่ชัดเจนมากที่สุด เพราะในตอนเปิดตัวปี 2006 นั้น ช่องทางเดียวที่จะติดต่อได้คือผ่านอีเมลเท่านั้น
ข้อเด่นของ Gresso คล้ายกับ Mobiado คือการออกแบบโทรศัพท์ตัวเอง เลือกใช้วัสดุที่หายากหรือมีราคาสูง ประกอบด้วยมือ รวมไปถึงการปรับแต่งซอฟต์แวร์ด้วย แต่จัดหาวัสดุที่เป็นส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์จากบริษัทอื่นแทน
ปัจจุบัน Gresso มีทั้งสมาร์ทโฟนและฟีเจอร์โฟน (ไม่นับรวมเคส) ราคาอยู่ที่ประมาณ 60,000 บาท ไปจนถึงแสนต้นๆ สำหรับ Radical ที่เป็นสมาร์ทโฟนของบริษัท

Porsche Design

Porsche Design เป็นบริษัทลูกของ Porsche AG บริษัทผู้ผลิตรถยนต์หรูจากเยอรมนี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2003 อันเป็นผลจากการรวมกันของบรรดาสินค้าที่เป็นอุปกรณ์เสริมและเครื่องประดับ ของ Porsche เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า นาฬิกา แว่นตา เป็นต้น
Porsche Design เริ่มทำตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะกับโทรศัพท์มือถือมาตั้งแต่ปี 2008 (พร้อมๆ กับ TAG Heuer) ในหมวดสินค้า P’9000 แรกเริ่มจับมือกับ Sagem หนึ่งในผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในเวลานั้น ผลิตฟีเจอร์โฟนออกมาสองรุ่น คือ P’9521 ที่เป็นโทรศัพท์แบบฝาพับ และ P’9522 ที่เป็นโทรศัพท์ทรงแท่ง (candy bar) ก่อนที่จะหันไปจับมือกับ BlackBerry ออกโทรศัพท์มือถือรุ่น P’9981 ในปี 2011 (ดัดแปลงมาจาก Bold 9900) และ P’9982 (ดัดแปลงมาจาก Z10) ในปี 2013
จุดเด่นของ Porsche Design อยู่ที่เรื่องของการออกแบบเป็นหลัก ซึ่งถึงแม้ว่าจะใช้วัสดุที่ดีกว่าโทรศัพท์มือถืออื่นในท้องตลาด แต่ก็ไม่ได้ดีมากแบบก้าวกระโดดแต่อย่างไรเมื่อเทียบกับผู้ผลิตรายอื่น ทำให้ราคาของโทรศัพท์ Porsche Design มีราคาที่ค่อนข้างถูกกว่าคู่แข่ง (ประมาณ 60,000 - 70,000 บาท)

Savelli

Savelli ถือเป็นหนึ่งในรายล่าสุดที่เข้ามาสู่ตลาดของสมาร์ทโฟนมือถือหรู ตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้ง Alessandro Savelli ซึ่งมาจากตระกูลที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอัญมณีและเครื่องประดับ โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งคือ Ketty Pucci-Sisti Maisonrouge เจ้าแม่แห่งวงการแฟชั่น ผู้เป็นเจ้าของ KM&Co. ที่เป็นบริษัทช่วยเหลือด้านเงินทุนและคำปรึกษาแก่สตาร์ทอัพในตลาดของสินค้า หรู ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2011 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส และเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2013
จุดเด่นของ Savelli อยู่ที่การเป็นโทรศัพท์มือถือหรูที่ออกแบบมาเพื่อ “ผู้หญิง” โดยเฉพาะ ลักษณะของโทรศัพท์มือถือจึงออกแบบมาด้วยรูปแบบที่โค้งมน ผิดจากโทรศัพท์มือถือหรูในตลาดแบรนด์อื่นๆ นอกเหนือจากนั้นคือเรื่องของการใช้วัสดุที่หรูหรา
อย่างไรก็ดี Savelli ยังคงวางจำหน่ายส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศแถบยุโรป และยังไม่มีแผนวางจำหน่ายนอกเหนือจากยุโรปในขณะนี้ โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่หลักแสนขึ้นไป และไปจบที่หลักสิบล้านในรุ่นพิเศษ
และนี่ถือเป็นภาพรวมของผู้เล่นรายต่างๆ ของตลาดมือถือหรูนะครับ ผมจะทยอยคัดเลือกบริษัทหรือผู้ผลิตที่น่าสนใจเหล่านี้มานำเสนอในอนาคตต่อไป ถ้าหากมีเวลาและโอกาสครับ
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย: 
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ติดสมาร์ทโฟนจนสามีฟ้องหย่า?

จนสามีฟ้องหย่า?
          เว็บไซต์ Shianghaist รายงานว่าชายชาวไต้หวันได้ยื่นฟ้องหย่าภรรยาของตน เนื่องจากภรรยาของเขานั้นเสพติดสมาร์ทโฟนจนไม่ทำหน้าที่ของภรรยา เธอนั้นติดหน้าจอสมาร์ทโฟนจนถึงขั้นไม่ทำงานบ้านและละเลยที่จะเลี้ยงดูลูกๆ
ครั้งหนึ่งเธอเคยลืมพาลูกสาวไปฉีดยาที่โรงพยาบาล หรือบางครั้งลูกป่วย เธอก็มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับหน้าจอจนลืมให้ยาลูก แย่ไปกว่านั้นเธอยังไม่ยอมซักผ้าจนเสื้อผ้าของลูกสาวนั้นขึ้นราอีกด้วย
ปล.ก่อนที่จะมาถึงขั้นตอนการฟ้องนั้น ชายชาวไต้หวันคนนี้ก็ได้พยายามมพูดคุยกับฝ่ายภรรยาเพื่อให้ปรับตัวแล้วแต่ไม่ได้ผล
ที่มา-Shanghaist
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

“เบอร์มงคล“ ฮอตทำดีแทคป่วน สวมรอยแจ้งหายออก“ซิม“ใหม่

""ฮอตทำดีแทคป่วน สวมรอยแจ้งหายออก"ซิม"ใหม่
 "เบอร์ สวย-เบอร์มงคล" ป่วน ยอดขโมย-สวมรอยใช้งานพุ่ง "ผู้ค้า" เผยเปิด "ซิม" รักษาเบอร์ยังไม่รอด ตั้งข้อสังเกต "เกลือเป็นหนอน" "ดีแทค" เร่งตรวจสอบ-ปรับปรุงระบบก่อนออกซิมใหม่
ผู้ค้าเบอร์สวย-เบอร์ มงคลรายหนึ่งเปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตั้งแต่การซื้อขายเบอร์โทรศัพท์มือถือในกลุ่มที่เรียกว่า "เบอร์มงคล" ได้รับความนิยมต่อเนื่อง ทำให้ปัญหาเรื่องการขโมยเบอร์เพิ่มขึ้นด้วย เพราะเบอร์มีราคาตั้งแต่หลักร้อย หลักพันถึงหลักหมื่นและแสนบาท แต่ที่ผ่านมามักเกิดกับเลขหมายพรีเพดที่ไม่ได้มีการลงทะเบียนซิมไว้ ทำให้ผู้ค้าที่เก็บสต๊อกเบอร์สวยเบอร์มงคลเป็นจำนวนมากต้องเก็บหลักฐานการ รักษาเบอร์ไว้ เช่น ซองใส่ซิม, สลิปการเติมเงิน เป็นต้น เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของในกรณีที่มีคนไปแจ้งออกซิมใหม่เบอร์ซ้ำกัน ซึ่งแตกต่างจากกรณีล่าสุดที่เกิดกับเบอร์ที่มีการลงทะเบียนไว้แล้ว

"ที่ ผ่านมาตลาดเบอร์มงคลแข่งกันรุนแรง ผู้ค้าเบอร์ใช้วิธีเร่หาเบอร์ดี ๆ เบอร์สวยตามร้านค้าบ้าง กว้านซื้อเบอร์เก่ามาเก็บไว้ บางรายมีสต๊อกหลักร้อยหลักพันเบอร์ ปกติจะใช้วิธีจดทะเบียนซิมเพื่อรักษาเบอร์ ส่วนเบอร์ที่ไม่แพงมากก็แค่เปิดซิมใช้ หลายครั้งพบว่ามีคนนำเบอร์ไปออกซิมใหม่ทั้งที่ซิมเดิมยังอยู่กับผู้ค้า ทำให้ต้องหาวิธีและหลักฐานโต้แย้งเพื่อดึงเบอร์คืน บางกรณีได้คืน บางกรณีต้องแจ้งความแต่ไม่สามารถเอาผิดใครได้ ค่ายมือถือมักไม่เปิดเผยว่าพนักงานคนไหนเป็นผู้จดทะเบียนซ้ำซ้อนและออกซิ มให้คนที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอ"

ปกติการออกซิมใหม่ กรณีซิมหายต้องมีสำเนาบัตรประชาชนมายืนยัน รวมถึงใบแจ้งความ โดยเฉพาะเบอร์ที่มีการลงทะเบียนผู้ใช้งานไว้แล้ว ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีคนในบริษัทผู้ให้บริการร่วมมือด้วย มีการช่วยปกปิดความผิดและทำเป็นขบวนการ ซึ่งตนต้องการให้โอเปอเรเตอร์เข้มงวดและดูแลพนักงานเพื่อไม่ให้มีปัญหาดัง กล่าว กรณีการขโมยเบอร์เป็นเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวางในเว็บบอร์ด "พันทิป" จนกลายเป็นกระทู้แนะนำ โดยผู้เสียหายระบุว่า จดทะเบียนซิมกับผู้ให้บริการเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของแล้ว แต่จู่ ๆ ใช้งานไม่ได้ เมื่อแจ้งไปคอลเซ็นเตอร์ใช้เวลาตรวจสอบเป็นเดือน กระทั่งมีการขายต่อเบอร์ไปให้ผู้บริโภครายอื่น โดยค่ายมือถือแจ้งว่าไม่สามารถนำเบอร์กลับมาคืนเจ้าของได้

ล่าสุด ผู้ให้บริการที่ปรากฏในกระทู้ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค)เปิดเผยว่า จับผู้กระทำผิดและนำเบอร์กลับมาคืนผู้เสียหายได้แล้วเมื่อต้น ส.ค.ที่ผ่านมา ตั้งแต่ร้องเรียนว่าซิมโดนขโมยไปเมื่อ ก.ย. 2556ในเว็บบอร์ด "พันทิป" ยังมีการแนะนำเจ้าของเบอร์สวย-เบอร์มงคลให้ย้ายไปใช้บริการ "my by CAT" ของ กสท โทรคมนาคม เพราะมีระบบการจดทะเบียนซิมที่รัดกุมเข้มงวดตามระเบียบราชการ ถึงกับไม่สามารถเปลี่ยนโปรโมชั่นได้หากไม่ใช่ผู้ที่จดทะเบียนซิมไว้

ด้าน นายชัยยศ จิรบวรกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มลูกค้า บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ที่ผ่านมาปัญหาการขโมยเบอร์มักเกิดกับกลุ่มเบอร์สวย จึงต้องมีมาตรการดูแลการออกซิมใหม่ อาทิ ให้เจ้าของเบอร์ที่ลงทะเบียนเป็นผู้แจ้งขอออกซิมใหม่ด้วยตนเอง และมีหลักฐานการแจ้งความ รวมถึงการตรวจสถานะการเติมเงินย้อนหลัง และหมายเลขที่โทร.เข้าออก แต่ยอมรับว่ามิจฉาชีพมีเทคนิคในการปลอมแปลงหรือเตรียมข้อมูลสูงขึ้น ซึ่งบริษัทจะพยายามปรับปรุงวิธีการตรวจสอบมากขึ้นเพื่อลดข้อผิดพลาดให้มาก ที่สุด

"กรณีที่สงสัยว่าพนักงานร่วมมือกับมิจฉาชีพเพื่อขโมยเบอร์ ลูกค้า หากตรวจสอบพบว่าจริงจะให้ออกหรือดำเนินคดีตามกฎหมายแน่ และเพื่อป้องกันปัญหานี้ ลูกค้าควรจดทะเบียนซิมเพื่อยืนยันตัวตน รวมทั้งเช็กสถานะการใช้งานบ่อย ๆ โดยดีแทคจะเร่งโปรโมตให้ผู้ใช้มาลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น 2 แชะของ กสทช.เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้"

นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล รองกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานบริหารและบริการลูกค้า บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า เอไอเอสมีมาตรการเข้มงวดในการออกซิมใหม่ กรณีที่ทำหาย โดยเบอร์ทั่วไปหรือเบอร์มงคลที่ไม่เข้าข่ายเบอร์สวย หากไม่ได้ลงทะเบียนซิมไว้ต้องมีหลักฐานการแจ้งความจากตำรวจ พร้อมสำเนาบัตรประชาชนประกอบการขอออกซิมใหม่ ขณะที่พนักงานต้องตรวจสอบข้อมูล อาทิ ข้อมูลการเติมเงิน, วิธีเติมเงิน, สถานที่เติม และเบอร์ที่โทร.ติดต่อบ่อย ๆ เป็นต้น

กรณีเบอร์สวยเพิ่ม ขั้นตอนการตรวจสอบโดยฝ่ายกฎหมาย ซึ่งจะใช้เวลาราว 2 วัน ซิมใหม่ถึงจะใช้งานได้ โดยพนักงานหน้าร้านไม่สามารถออกซิมใหม่ให้ลูกค้าได้ ถ้าไม่มีใบแจ้งความ

"ที่บอกว่าการขโมยเบอร์อาจมีพนักงานรู้เห็นเป็น ใจ คิดว่าไม่น่ามี เพราะการเข้าถึงข้อมูลลูกค้าต้องใช้รหัสพนักงาน หากพบว่ามีการนำข้อมูลไปใช้อย่างไม่ถูกต้องถือเป็นความผิดร้ายแรง"

ข้อมูล จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เปิดให้บริการลงทะเบียนซิมผ่านแอปพลิเคชั่น "2 แชะ" วันที่ 27 มิ.ย.-27 ก.ค. 2557มีผู้ลงทะเบียนซิมผ่านแอป 43,000 เลขหมาย ขณะที่มีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือระบบเติมเงินกว่า 90 ล้านเลขหมาย
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วุ่น! ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รูปเซลฟี่ลิงกังดำ ?

วุ่น! ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รูปเซลฟี่ลิงกังดำ ?
          ปฏิเสธลบภาพลิงกังดำเซลฟี่ออกจากเว็บไซต์ หลังมีเจ้าของรูปภาพตัวจริงออกมาเปิดเผย และขอให้ลบภาพนี้ออกจากเว็บวิกิพีเดีย แต่ทางเว็บไซต์บอกลิขสิทธิ์รูปนี้เป็นของลิงกังดำ ไม่ใช่ของชายคนดังกล่าว
          เรื่องราววุ่นๆ เกิดขึ้นเมื่อ เดวิด สเลเตอร์ ช่างภาพชาวอังกฤษ ออกมาอ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าของภาพถ่ายเซลฟี่ลิงกังดำ และขอให้ทางเว็บไซต์วิกิพีเดียลบภาพนี้ออกจากการนำไปใช้ เนื่องจากเดวิดไม่ได้อนุญาตให้นำไปใช้ ซึ่งเดวิดกล่าวว่าเขาถ่ายรูปนี้ไว้เมื่อปี 2011 เมื่อครั้งที่เขาเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศอินโดนีเซีย

          ทั้งด้านเว็บไซต์วิกิพีเดีย ออกมาโต้ตอบว่า ภาพเซลฟี่ภาพนี้เป็นลิขสิทธิ์ของลิงกังดำต่างหาก ไม่ใช่ของสเลเตอร์ตามที่กล่าวอ้าง เพราะตอนถ่ายรูปนิ้วมือของเขาไม่ได้เป็นคนกดชัตเตอร์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์รูปถ่ายนี้อย่างแน่นอน

          ด้านนายเดวิด สเลเตอร์ กล่าวกับสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่งว่า อาชีพช่างภาพอย่างเขากว่าจะถ่ายรูปได้แต่ละรูปนั้นต้องใช้เวลา ทำให้แต่ละครั้งที่มีผู้นำภาพของเขาไปใช้พิมพ์บนเสื้อยืด ซึ่งทำให้สูญเสียรายได้ราว 10,000 ปอนด์ หรือราว 500,000 บาท 

          สถาบันกฏหมายแห่งหนึ่งในสหรัฐแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวนี้ไว้ว่า บางทีสเลเตอร์เป็นเจ้าของรูปถ่าย ภายใต้กฏหมายด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสเลเตอร์เป็นผู้นำภาพออกจากกล้องถ่ายรูป และเผยแพร่มัน ทำให้เขาเป็นศิลปินไม่ใช่ลิงอย่างที่เข้าใจ
สนับสนุนเนื้อหา: www.voicetv.co.th
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

4G เจ้าไหนดี?? พบกับผลการทดสอบ 4G LTE

4G เจ้าไหนดี?? พบกับผลการทดสอบ 4G LTE ในอเมริกา
          เว็บไซท์ CNET ได้ทำการทดสอบ 4G LTE ของผู้ให้บริการสี่เจ้าดังของอเมริกาคือ AT&T, Verizon, Sprint และ T-Mobile บนโทรศัพท์ LG G3 จากสภาพแวดล้อมเดียวกัน
          โดยการทดสอบนั้นประกอบไปด้วยการใช้แอพพลิเคชันทดสอบความเร็ว Speedtest.net เพื่อดูความเร็วเฉลี่ย การ ดาว์นโหลดไฟล์ทั้งแอพพลิเคชัน ภาพยนตร์ เพื่อดูระยะเวลาที่ใช้ทั้งหมด และ การทดสอบเข้าเว็บไซท์เพื่อดูระยะเวลาในการโหลดหน้าเว็บ โดยการทดสอบนั้นทำจากที่เดียวกัน เวลาช่วงเดียวกัน โดยการทดสอบทำอย่างละ 5 ครั้งเพื่อหาเวลาเฉลี่ย และเครื่องที่ใช้ทดสอบ ได้ทำการลบข้อมูล รีเซตเครื่องก่อนนำมาทดสอบเพื่อให้เหมือนเครื่องใหม่ที่สุด
โดยผลการทดสอบได้ออกมาดังนี้
เห็นความเร็วอย่างนี้ ใครที่จะไปใช้งาน 4G LTE ที่สหรัฐอเมริกา คงนำไปใช้ตัดสินใจเลือกค่ายมือถือกันได้ ส่วนในประเทศไทยก็หวังว่าเร็วๆนี้เราจะได้มีโอกาสทดสอบอย่างนี้บ้างเนอะ
ที่มา CNET
สนับสนุนเนื้อหา: Arip

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รู้ไหมทำไมต้อง #Hashtag

รู้ไหมทำไมต้อง 
          เคยเจอ # หรือที่เขาเรียกว่า Hashtag กันบ่อยๆ ในช่วงนี้ ขนาดในคอลัมน์เกาเหลาทิปเล่มนี้ยังเจอเลย อิอิ ความจริงแล้ว# มีใช้กันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 แต่ถูกใช้เพื่อการเขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลี และ ภาษาซี (C Language) จาว่า (Java)ต่อมาในยุค 90′ก็เริ่มเข้ามามีส่วนช่วยในโปรแกรมแชตยุคนั้นอย่า IRC โดยใช้เพื่อที่จะบ่งบอกความเป็นช่อง (Channel) หรือ กรุ๊ป (Group) จนล่าสุด twitter ก็เริ่มดึง # กลับมาใช้เพื่อเป็นการระบุหัวข้อที่ทุกคนต้องการพูดถึง เช่นช่วงที่ทุกคนสนใจเรื่องของโค้ชเช แล้วอยากจะร่วมวิพากษ์วิจารย์ ก็ทวิตข้อความรู้สึก ก่อนจะติด #โค้ชเช เพื่อระบุว่าฉันกำลังทวิตพูดถึงเรื่องนี้นะตัวเอง
          Hashtag เปรียบเสมือนเป็นคำค้นหาหลัก หรือ ที่เรียกกันว่าคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ใช้เพื่อค้นหา กลุ่มคน กลุ่มเพื่อนที่ต่างมีความสนใจเหมือนกัน เรื่องเดียวกัน ด้านเดียวกัน มีความรู้สึกเหมือนกัน อารมณ์เดียวกัน อยู่สถานที่เดียวกัน ใช้ของยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน ใช้บริการที่เดียวกัน และอื่นๆ อีกมากมาย เกินกว่าจะบรรยาย จะสังเกตุได้ว่าที่กล่าวมาทั้งหมดเลยคือจะลงท้ายด้วยคำ # เดียวกัน
เอ… แล้วจะเอา Hashtag ไปใช้ทำอะไรได้บ้าง? คำตอบมีเยอะเลย ได้แก่
• เอาไว้ทำ Meme: การทำ Meme ก็คือการสร้างกระแส (Trends) ในระยะสั้นๆ รายวันไม่ได้ความหมายพิเศษลึกซึ้ง เช่น #เหงาจุงเบย ก็แค่บอกว่าเหงา วันนี้เหงา พอพรุ่งนี้หายเหงาก็เปลี่ยนไปใช้คำอื่น พอเดือนหน้าเหงาอีกก็เอากลับมาใข้อีก
•  ใช้สร้างการจดจำแบรนด์ : บางแบรนด์ที่หันมาเล่น Social Network ในการทำการตลาด ก็จะใช้ Hashtag ในการช่วยกระจายชื่อแบรนด์ โดยอาจทำเป็นกิจกรรมลุ้นของรางวัลแต่มีข้อแม้ว่าคนตอบต้องตอบผ่านทวิตเตอร์ แล้วติดแท็กหรือ# ตามที่กำหนด
• ปั่นหรือวัดกระแสละครในช่วงออกอากาศ: โดยเฉพาะละครหลังข่าว เดี่ยวนี้มักใช้เป็นช่องทางโปรโมทวัดกระแสเรตติ้งให้ละครซีนีย์ เช่น #HormonesTheSeries ที่สามารถวัดยอดการชมได้แบบ realtime กันเลยทีเดียว
• สร้างกระแสสังคม หลายแท็กช่วยในการเปลี่ยนแปลงสังคม เช่น #thaiflood ที่ช่วยให้เกิดการตื่นตัวเรื่องน้ำท่วม
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เจ๋งอ่ะ ทำได้ไง ชาร์จแบตเต็ม 100% แค่ 26 วินาที!

เจ๋งอ่ะ ทำได้ไง ชาร์จแบตเต็ม 100% แค่ 26 วินาที!
          ปัจจุบันปัญหาเรื่องแบตเตอรี่หมดเร็ว ยังคงเป็นปัญหาหลักสำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟน แม้ว่าการพก Power Bank จะช่วยถูไถไปได้บ้าง แต่จะดีแค่ไหน ถ้าหากเราสามารถชาร์จมือถือให้เต็ม 100% ในเวลาไม่ถึงนาที ล่าสุด ได้มีผู้คิดค้นวิธีดังกล่าวได้สำเร็จครับ โดยเป็นความคิดของ Shawn West ผู้คิดค้น สุดยอดที่ ขนาด AA, A, C และ D ที่สามารถชาร์จได้เต็ม 100% ในเวลาแค่ 26 วินาที เท่านั้นเอง
แม้ว่าเทคโนโลยีดังกล่าว จะใช้กับถ่านไฟฉาย แต่ Shawn West เผยว่า สามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าว ไปดัดแปลงใช้กับ สมาร์ทโฟน ได้เช่นเดียวกัน ซึ่ง ซุปเปอร์ที่ชาร์จแบตเตอรี่นี้ เป็นโปรเจ็คระดมเงินทุนบนเว็บไซต์ Kickstarter ครับ ซึ่ง Shawn West ต้องการระดมเงินทุน $10,000 และตอนนี้ ก็ใกล้ครบจำนวนเงินที่ตั้งไว้แล้วอีกด้วย ซึ่งผู้ที่จ่ายเงินเป็นจำนวน $25 จะได้รับแบตเตอรี่ขนาด AA พร้อมที่ชาร์จไปเลย โดยจะจัดส่งในเดือนตุลาคมนี้
ไม่เพียงเท่านั้น ความพิเศษของ ซุปเปอร์แบตเตอรี่ก้อนนี้ Shawn West เผยว่า สามารถชาร์จซ้ำๆ ได้เป็นพันๆ ครั้ง แน่นอนว่า ถ้าหากนำมาใช้กับ สมาร์ทโฟน คงจะเจ๋งไม่น้อยเลยทีเดียวครับ
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ฝากร้านด้วยค่ะ...เปิด IG ดาราที่มีร้านค้า follow มากที่สุด

ฝากร้านด้วยค่ะ...เปิด 
          ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ใครที่เล่น Instagram คงปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องเคยเห็น Comment ประเภท “รูปสวยจัง #ขอฝากกระเป๋างานหนังเกรด A ค่ะ” หรือ “ขออนุญาตฝากร้านนะคะ” อยู่เป็นประจำตาม Comment ดาราหรือคนดังต่างๆ
วันนี้ Zocial,Inc. เลยได้ทำการรวบรวมข้อมูลของบรรดาแม่ค้า ที่เรารวบรวมจาก Comment บน Instagramของดารา ที่มียอด Follower 50 อันดับแรกที่ถูกจัดอันดับโดย ZocialRank และข้อมูลที่น่าสนใจมีดังนี้

จำนวน “ร้านค้า” บน Instagram มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
- เดือน 1 – 6 ปี 2013 มีจำนวนร้านค้า ไม่น้อยกว่า 35,414 ร้าน
- เดือน 7-12 ปี 2013 มีจำนวนร้านค้า ไม่น้อยกว่า 66,559 ร้าน มีอัตราเติบโต +88%
- เดือน 1 – 6 ปี 2014 มีจำนวนร้านค้า ไม่น้อยกว่า 163,271 ร้านและมีอัตราการเติบโตสูงถึง +145%

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่จากสถิติ มีจำนวนร้านค้าเพิ่มขึ้นทุกๆเดือนด้วยอัตราที่สูง อาจมองได้ว่าภาพรวมคนไทยมีการซื้อ-ขายกันผ่านออนไลน์มากขึ้นและมีความเชื่อใจในการซื้อของโดยไม่ต้องเห็นสินค้าจริงมากขึ้น

ดารากับการถูก “ฝากร้าน” ตลอดครึ่งปีแรกของปี 2014
- มีดาราโพสภาพบน Instagram ทั้งหมด 25,451 ครั้ง(นับเฉพาะ 50 อันดับดาราจาก ZocialRank เท่านั้น)
– มี Comment เกิดขึ้นทั้งหมดกว่า 3,817,650 ครั้ง
– มี Comment ที่เป็นของ “ร้านค้า” กว่า 975,141 ครั้ง หรือกว่า 26% เลยทีเดียว

ไม่แปลกเลยที่ช่วงหลังมานี้ ดาราได้เริ่มมีกระแสออกมางดฝากร้านกันมากขึ้น เพราะกว่า 26% ล้วนเป็นการฝากร้านทั้งสิ้น แต่กระนั้น บรรดาแม่ค้าก็ได้มีการปรับเทคนิคในการฝากร้านจากการฝากแบบโต้งๆ เช่น “ขออนุญาตฝากร้านนะคะ” ปรับมาเป็นการ Comment ที่เกี่ยวข้องกับรูปภาพก่อนแล้วค่อยฝาก เช่น “ สวยตลอดเลยคร้า #เสื้อผ้าเกรด A #กระเป๋างานแท้“

Top 10 ดาราที่ถูกฝากร้านมากที่สุด
1. @ying_rhatha – 86,642 ครั้งจากการโพส 1,664 ครั้ง
2. @davikah – 54,471 ครั้ง จากการโพส 1,061 ครั้ง
3. @vjwoonsen – 44,694 ครั้ง จากการโพส 719 ครั้ง
4. @gggubgib36 – 42,854 ครั้งจากการโพส 1,256 ครั้ง
5. @baitoey_rsiam – 42,268 ครั้งจากการโพส 932 ครั้ง
6. @ppanward – 41,064 ครั้งจากการโพส 947 ครั้ง
7. @nanarybena – 36,589 ครั้งจากการโพส 989 ครั้ง
8. @amy_klinpratoom – 35,816 ครั้งจากการโพส 684 ครั้ง
9. @chomismaterialgirl – 34,509 ครั้งจากการโพส 650 ครั้ง
10. @nuneworanuch – 32,465 ครั้งจากการโพส 568 ครั้ง

ร้านค้าต่างๆมักจะโปรโมตสินค้าตัวเองผ่าน Instagramของดาราบ่อยที่สุดเท่าที่จะบ่อยได้ หากสังเกตุตัวเลขจะรู้ว่า ยิ่งดาราคนไหนมีการโพสถี่มากเท่าไร ปริมาณการฝากร้านก็มากขึ้นเท่านั้น คราวนี้ลองมาดูว่าดาราคนไหนที่มี “ร้านค้า” มาติดตามมากที่สุด

Followers ระดับไหนมี แม่ค้า แฝงตัวเข้ามามากที่สุด
- Follower 500,000 – 800,000 มีจำนวนร้านค้าเฉลี่ย 18,200 ร้านค้า
- Follower 800,001 – 1,000,000 มีจำนวนร้านค้าเฉลี่ย 24,960
- Follower 1,000,001 – 2,000,000 มีจำนวนร้านค้าเฉลี่ย 30,651
- Follower 2,000,001 ขึ้นไป มีจำนวนร้านค้าเฉลี่ย 59,354

Top 10 ดาราที่มี “ร้านค้า” ติดตามมากที่สุด
1 . @aum_patchrapa – 61,881 ร้าน
2 . @chomismaterialgirl – 56,828 ร้าน
3 . @vjwoonsen – 42,111 ร้าน
4 . @davikah – 36,442 ร้าน
5 . @baitoey_rsiam – 34,473 ร้าน
6 . @gggubgib36 – 31,574 ร้าน
7 . @ying_rhatha – 26,891 ร้าน
8 . @crishorwang – 25,730 ร้าน
9 . @ppanward – 23,124 ร้าน
10 . @khunfour – 22,441 ร้าน

ผู้คนทั่วไปที่เล่น IG เขามีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร? (กลุ่มตัวอย่าง 502 คน)

1. ความคิดเห็นอย่างไรกับบรรดาแม่ค้าที่มาฝากร้านกับดารา
- เฉยๆ ไม่ค่อยได้สนใจ 45%
- ไม่ชอบเลย จะอ่านคอมเม้นดารา 36%
- ชอบมากเหมือนได้มาตลาดนัด 19%

2. เคยซื้อสินค้าจากร้านที่มาฝากร้านหรือไม่
- เพศชาย : เคยซื้อ 21%, ไม่เคยซื้อ 79%
- เพศหญิง : เคยซื้อ 29% , ไม่เคยซื้อ 71%

3. ประเภทสินค้าที่พวกเขาเคยซื้อมากที่สุด
- แฟชั่น/เสื้อผ้า 52% ,
- อาหารเสริม/ครีมบำรุง 22%
- อุปกรณ์ IT 41%)
แบ่งตามเพศได้ดังนี้
- สินค้าแฟชั่น/เสื้อผ้า : เพศชาย 21%, เพศหญิง 79%
- อาหารเสริม/ครีมบำรุง : เพศชาย 24% , เพศหญิง 76%
- อุปกรณ์ IT : เพศชาย 63% , เพศหญิง 37%

4. ราคาสินค้าที่พวกเขาเคยซื้อ
- ไม่เกิน 1,000 บาท 49%
- ไม่เกิน 500 บาท 27%
- ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป 23%

ถึงแม้ว่าเราจะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าคนคิดยังไงกับการขายของลักษณะนี้ แต่จากการทำแบบสอบถามพบว่ากว่าเกือบ 20% ยินดียินชอบที่จะดูสินค้าผ่านการขายของลักษณะนี้และเกือบ 30% เคยซื้อสินค้าจากร้านค้าพวกนี้มาแล้วด้วย ซึ่งนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมจำนวนร้านค้าบน Instagram ถึงได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆแบบนี้และราคาสินค้าที่ได้รับการสำรวจมาแล้วว่า “ซื้อง่าย – ขายคล่อง” นั้นก็อยู่ที่ราคาไม่เกิน 1,000 บาทต่อรายการนั่นเอง

หมายเหตุ
- “ร้านค้า” เราแยกมาจาก User ที่มีคำต่อไปนี้อยู่ในชื่อและ Comment : shop , store , clothing , cloth , fashion , brand , earring , furniture , skincare , dress , glasses , cream , lotion , gluta , whitening , white , เสื้อผ้า,แฟชั่น,กระเป๋า,เดรส,สินค้า,แบรนด์เนม และ ฝากร้าน
- ข้อมูลทั้งหมดเก็บเฉพาะ Instagram ของดารา 50 อันดับแรกที่มีคน Followers มากที่สุดจาก ZocialRank
- แบบสอบถาม เก็บมาจากกลุ่มสำรวจ 502 คน เมื่อวันที่ 25 – 28 กรกฏาคม 2557
ขอบคุณที่มา: http://blog.zocialinc.com

แนะนำวิธีเลือกใช้ Social Media ให้เหมาะกับกลยุทธ์การตลาด พ.ศ.นี้

แนะนำวิธีเลือกใช้ Social Media ให้เหมาะกับกลยุทธ์การตลาด พ.ศ.นี้
นับวันเครื่องมือ Social Media มีใช้งานมากมายหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น Social Media เฉพาะทาง หรือ Social Media ที่อยู่ในกระแสหลักต่างก็มีเรื่องปวดหัวมาให้ทั้งผู้ใช้ และก็นักการตลาดต้องติดตามทำความเข้าใจและ คอยอัพเดท การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่างๆ เพื่อให้เท่าทันจะได้ทำการตลาดผ่านช่องทาง Social Media ให้มีประสิทธิภาพ เพราะในเชิงลึกในแต่ละ Social Media ในปจจุบันมีมีรายละเอียดเชิงลึกในการทำงาน และใช้งานแตกต่างกันไป
กลยุทธ์ทางการตลาดของการทำการตลาดผ่าน Social Media ในแต่ละอุตสาหกรรม และแบรนด์ ก็มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่ากัน แน่นอนว่าวัถุประสงค์จะถูกนำมาออกแบบให้เป็นวิธี Approach ในการนำเสนอรูปแบบให้แตกต่างกัน ซึ่งคุณภาพจึงขึ้นอยู่กับไอเดีย รูปแบบ การใช้งานจริงๆ รวมถึงงบประมาณในการประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีหลายปัจจัย แต่ถ้ามองในมุนเชิงเทคนิค ก็จะมีอีกมุมนึงที่จะบอกว่าในสถานการณ์ปัจจุบันนี้เครื่องมือ Social Media เหมาะกับโจทย์ในการทำการตลาดออนไลน์แบบไหนบ้างเรามาลองดูในมุมเทคนิคกันครับ
ผมชอบ Info-graphic ตัวนี้เพราะค่อนข้างสรุปได้ดีและเห็นการเปรียบเทียบที่ชัดเจน โดยแยกข้อดีของแต่ละ Social Media ช่องทางต่างในความประสิทธิภาพในการตอบโจทย์การตลาดดิจิทัล 4 มุมก็คือ
- ประสิทธิภาพในเรื่อง SEO (Search Engine Optimisation) ความสามารถในการแสดงเนื้อจาก Social Media ไปยัง Search Engine ต่างๆ เช่น Google
- Brand Awareness ประสิทธิภาพในการสร้างการรับรู้แบรนด์สินค้า
- Customer Communication ประสิทธิภาพในการสื่อสารกับลูกค้า
- Traffic Generation ประสิทธิภาพในการเพิ่มยอดการเข้าชม หรือ Lead, Generation
ใน 4 มุมเป็นการใช้ประโยชน์จาก Social Media เพื่อตอบโจทย์การทำการตลาดใน 4 ความสามารถหลักมาดูกันครับว่าใครดีกว่าใครแนะนำตัวไหนยังไงบ้าง
SEO (Search Engine Optimisation)
Social Media มีผลต่อการทำ SEO ในยุคใหม่อย่างมากไม่เพียงแต่คะแนนด้านเว็บ การทำให้เป็นมิตรกับ Google และให้ถูกหลักการทำเว็บที่ดีแล้ว ปัจจุบันนี้อัลกอริทึ่มในการจัดลำดับการค้นหาจะมีเรื่องของ Social Media เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยครับ Google จะทำการให้น้ำหนักเนื้อหาที่มีการไลค์แชร์สูงๆ บน Social Media มากกว่าเนื้อหาที่ไม่มีการ Interaction บน Social Media เลย ซึ่งในสำคัญมากในการจัดลำดับความสำคัญยุคนี้ครับ Social Media ที่ช่วยเอื้อในการจัดลำดับ Google แน่นอนว่ารายใหญ่จะมีผลมากและให้ผลดี
Twitter : ช่วยเรื่องน้ำหนักผลการค้นหาที่สูงขึ้นได้ จากการถูก Retweet บ่อยๆ (Higher Search Ranking)
 : ช่วยเรื่องน้ำหนักผลการค้นหาที่สูงขึ้นได้ถ้ามี การไลค์แชร์ Comment เว็บไซต์นั้นหรือเนื้อหาในหน้าเว็บนั้นสูงๆ (Higher Search Ranking)
Google+ : ช่วยเรื่องน้ำหนักผลการค้นหาที่สูงขึ้นได้ โดยเฉพาะเพื่อนมีสิทธิ์จะเห็นเนื้อหานั้นในผลเสิร์ชเป็นอันดับต้นๆ โดย Google ก็แอบให้คุณค่าเนื้อหาที่ถูกกด +1 มากกว่า Facebook Twitter ซะอีก
Pinterest : ช่วยเรื่องน้ำหนักผลการค้นหาที่สูงขึ้นได้ ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาโดยเนื้อหาที่โดดเด่นและ Popular บน Pinterest ก็ช่วยมีผลด้านอันดับเช่นกัน
Social Media ไม่แนะนำ : Instagram เพราะผู้ใช้ที่ส่วนใหญ่ใช้งานผ่าน Application และบนมือถือครับ อีกทั้งเว็บไซต์ Instagram ค่อนข้างมีลิมิตในการเข้าถึงค่อนข้างมาก แต่คาดว่าในอนาคตน่าจะมีผลช่วยด้าน SEO ที่ดีขึ้นแน่นอน

Brand Awareness
ด้านการสร้างการรับรู้แบรนด์สินค้าทุกช่องทางช่วยในการสร้างการรับรู้ได้หมดครับ เพราะขึ้นชื่อว่าสื่อสังคมออนไลน์ จะช่วยกระจายให้คนภายในสื่อโซเชี่ยลนั้นเห็นได้แน่ มากน้อยตามแต่ลักษณะเนื้อหาและช่องทางนั้นๆ ครับ ซึ่งต้องบอกว่ายิ่งทำทุก Social Media ยิ่งสร้าง Awareness ได้แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและปรับเนื้อหาให้เข้ากับรูปแบบที่แตกต่างกันครับแนะนำตามนี้นะครับ การสร้างการรับรู้ให้ได้ประสิทธฺภาพก็ต้องเน้นช่องทางที่มีโอกาสสร้าง Exposure ได้กว้างๆ ซึ่ง Facebook Twitter เป็นทางเลือกหลัก
Twitter : สร้างการรับรู้ผ่านตัวอักษรแต่อาจจะต้องเป็นกระแสมากพอที่จะอยู่ในกระแสการพูดถึงในวงกว้าง ต้องรวดเร็วและสดใหม่
Facebook : การสร้างการรับรู้บนช่องทาง Facebook ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในบรรดา Social Media ทั้งหมดเพราะเป็ฯที่ที่มีฐานผู้ใช้สูงสุดและจำนวนผู้ใช้ต่อเดือนสูงสุด แต่เมื่อทุกแบรนด์ต่างเข้ามาร่วมสร้างการสื่อสารพร้อมๆ กันปัญหาเรื่องการเข้าถึง Reach กลายเป็นปัญหาใหม่ที่นักการตลาดต้องให้ความสำคัญ เพราะเมื่อการโพสเนื้อหามีคนเห็นน้อยลงนั่นหมายถึงประสิทธิภาพในการรับรู้ผ่านเครื่องมือนี้ก็ลดลงไปด้วย
Linkedin : สำหรับบุคคล หรือองค์กร Linkedin ถือเป็นเครื่องมือที่ดีอันหนึ่งในการสร้างการรับรู้ในระดับองค์กร หรือสามารถนำมาใช้ในการทำ Personal Branding ได้เช่นกัน
Google PLus : แม้จะมีฐานผู้ใช้จำนวนมากแต่จำนวนผู้ใช้รายเดือนน้อย (Monthly Active Users) แต่ช่องทางนี้ก็ยังสามารถสร้างการรับรู้ได้เช่นกันครับ
Pinterest : ถ้าสินค้าของคุณเป็นสินค้าที่เน้นเรื่องการออกแบบหรือเป็ฯสินค้าเชิง Lifestyle ช่องทาง PInterest เป็นช่องทางที่ช่วยในการสร้างการรับรู้ในเชิงภาพได้ดี แต่การจะทำให้มีประสิทธิภาพนั้นภาพที่ใช้จะต้องมีคุณภาพค่อนข้างมาก เพราะ PInterest นั้นภาพยิ่งสวยยิ่งได้รับความสนใจครับ
Instagram : IG จะคล้ายคลึงกับ Pinterest ในแง่ของการใช้ภาพสวยๆ เป็นตัวช่วยสร้างการรับรู้

Customer Communication ประสิทธิภาพในการสื่อสารกับลูกค้า
ด้านการใช้ Social Media เพื่อสื่อสารกับลูกค้า ตัวไหนที่ใช้จะงานในการสื่อสารได้ดี ต้องบอกว่าก็ต้องเป็น Social Media ที่มี Active Users สูงๆ และต้องเป็น Social Media ที่ค่อนข้างเรียบไทม์โอกาสที่จะมีการสอบถามเกี่ยวกับสินค้าและบริการเลยมีโอกาสสูงไปด้วยครับ ในการสื่อสารเลยต้องดูช่องทางและความพร้อมของทีมงานเป็นหลักด้วยครับ หากไม่มีการตอบคำถามลูกค้าในเวลาที่เหมาะสมก็อาจจะกลายเป็นวิกฤตของแบรนด์สินค้าก็เป็นได้ครับ แนะนำตามลำดับนะครับ
Twitter / Facebook : จำเป็นต้องใช้มากครับๆ ยิ่งในกลุ่มสินค้าบริการ เพราะทวิตเตอร์ถือเป็นโซเชี่ยลทีเดียอันดับต้นๆ (Top of Mind) ที่ผู้ใช้ที่ติดโซเชี่ยลมีเดียใช้กัน (Social Savvy Consumers) และความเร็ว เรียลไทม์ ก็ทำให้เป็นที่สำคัญทำให้ไม่ว่าจะเป็นคำชม คำต่อว่า ตำหนิ มีผลได้อย่างรวดเร็ว เป็นช่องทางที่จำเป็นมากหาแบรนด์ต้องการสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางนี้ สามารถโต้ตอบแบบบุคคล ต่อบุคคลได้ทันทีและรวดเร็ว
Linkedin / Youtube / Instagram ถ้ามีแล้วก็จำเป็นต้องสื่อสารกับลูกค้า ซึ่งการเข้าไปดู Comment และคอยตอบผ่าน Comment สามารถทำได้และจำเป็น

Traffic Generation ประสิทธิภาพในการเพิ่มยอดการเข้าชม
หากต้องการใช้ Social Media เพื่อสร้างการเข้าชมไปยังเว็บไซต์หรือลิ้งไป Landing Page ต่างๆ ช่องทางที่แนะนำในต้องเป็ฯช่องทางที่มีคน Active Users จำนวนมากๆ อย่าง Facebook + Twitter แต่ถ้าถามว่าช่องทางไหนใช้ได้ดีกว่ากันต้องบอกว่า twitter สามารถสร้างผลการคลิก Traffic Generation ได้ดีกว่า Facebook ส่วนช่องทางใหม่ๆ ที่น่าสนใจคือ PInterest สามารถทราฟฟิกได้มากเช่นกันแต่จะเหมาะเฉพาะบางกลุ่มสินค้าครับ
สนับสนุนเนื้อหา: www.digithun.com
บทความโดย: นิวัฒน์ ชาตะวิทยากูล (ต้น หรือ ตั้น)