ติดตามข่าวสารอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ thaizones.net นะครับ.. ^0^. ขับเคลื่อนโดย Blogger.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ social commerce แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ social commerce แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

Facebook Messenger เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ส่งเงินให้เพื่อนเดือนหน้า

 ได้เปิดตัวฟีเจอร์ด้านการเงินใหม่คือการส่งเงินให้เพื่อนพ้น Messenger ซึ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ Facebook รอบรู้ส่งเงินได้ง่ายๆ พ้น Messenger พร้อมด้วยใช้งานได้ฟรี
วิธีส่งเงิน คือเปิดหน้าแชท กดปุ่ม $ ใส่จำนวนเงิน กดปุ่ม Pay พร้อมกับใส่เลขบัตรเดบิตสมมตใช้งานเป็นครั้งแรก ก็อาจจะส่งเงินไปยังฝ่ายตรงข้ามได้
ส่วนวิธีรับเงิน เหมือนเปิดหน้าแชท กับใส่เลขบัตรเดบิตถ้าหากใช้งานเป็นครั้งแรก ก็ได้รับเงินเรียบร้อย เพราะจะใช้เวลา 1-3 วันทำการเงินจักมาถึงบัญชีผู้รับ ขึ้นอยู่กับธนาคาร
ในด้านความปลอดภัย Facebook แสดงว่าเลขบัตรเดบิตพร้อมกับข้อมูลทางการเงินทุกอย่างจักถูกเก็บไว้ในสภาวะที่ ปลอดภัยพร้อมทั้งแยกต่างสมมตจากส่วนข้อมูลอื่นๆ เพราะการติดต่อระหว่างผู้ใช้พร้อมด้วย Facebook จะเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมด พร้อมด้วยแม้ใส่บัตรเดบิตไปแล้วทำได้สั่งเปิดการใส่รหัส PIN หรือไม่ก็ Touch ID (ถ้าอุปกรณ์รองรับ) เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นมาสั่งโอนเงินได้เพราะพลการ
เพราะด้วยฟีเจอร์ใหม่นี้ Facebook จักเปิดให้ผู้ใช้ในสหรัฐใช้ได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ทั้งบน iOS, Android พร้อมกับเดสก์ทอป

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2558

Facebook ปรับเงื่อนไข ไม่บังคับใช้ “ชื่อจริง“ แต่ขอให้ใช้ “ชื่อเรียกในชีวิตจริง“

ข่าวใหญ่วันนี้คือ Facebook ปรับปรุงเอกสาร Community Standards หรือเงื่อนไขการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนบน Facebook โดยเนื้อหาส่วนใหญ่คงเดิม แต่ปรับวิธีการเขียนให้ชัดเจนและเข้าใจง่ายขึ้น เพราะ Facebook จะใช้เอกสารนี้เป็นบรรทัดฐานสำหรับคนที่ทำผิดกฎการใช้งาน
เอกสารฉบับใหม่มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง ขอเริ่มจากประเด็นที่คนไทยได้รับผลกระทบกันเยอะคือเรื่อง "ชื่อจริง" ก่อนครับ
เงื่อนไขเรื่องการตั้งชื่อบัญชี Profile ของ Facebook อยู่ในหมวด Using Your Authentic Identity โดยมีข้อความเต็มๆ ดังนี้
"Using Your Authentic Identity: How Facebook's real name requirement creates a safer environment.People connect on Facebook using their authentic identities. When people stand behind their opinions and actions with their authentic name and reputation, our community is more accountable. If we discover that you have multiple personal profiles, we may ask you to close the additional profiles. We also remove any profiles that impersonate other people.If you want to create a presence on Facebook for your pet, organization, favorite movie, games character, or another purpose, please create a Page instead of a Facebook Profile. Pages can help you conduct business, reach out to fans, or promote a cause you care about."
ประเด็นสำคัญแยกเป็น
- ใช้ "ชื่อที่ใช้งานจริงๆ" (authentic name) เพื่อให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น (accountable)
- ถ้า Facebook พบว่ามีบัญชีส่วนตัวมากกว่าหนึ่งบัญชี จะขอให้ปิดจนเหลือบัญชีเดียว
- จะปิดบัญชีที่ปลอมเป็นบุคคลอื่น (impersonate)
- ถ้าอยากสร้างตัวตนของสัตว์เลี้ยงหรือตัวละครที่ชอบ ขอให้ทำเพจแทนการสร้างโพรไฟล์
ประเด็นเรื่อง "ชื่อ" นั้นตัวแทนของ Facebook อธิบายกับ Re/code ว่า authentic name คือชื่อที่เราใช้งานจริงๆ เป็นที่รู้จักกันทั่วไป แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นชื่อตามกฎหมายหรือเอกสารทางการ โดย Facebook บอกว่าต้องการให้ใช้ชื่อที่ใช้ในชีวิตจริง ไม่ใช่ชื่อตามเอกสาร
"We want people communicating using the name they actually use in real life"
ไม่รู้ว่าการปรับข้อความใน Community Standards ครั้งนี้จะมีผลให้ Facebook หยุดแบนหรือแจ้งเตือนคนที่ไม่ใช้ชื่อจริงหรือไม่นะครับ

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Pinterest เตรียมจุดพลุปุ่ม ‘Buy’ ปีนี้

     นอกจากการปักหมุดเว็บไซต์หรือ Pinning ชาวเครือข่ายสังคมนักแชร์ลิงก์อย่าง Pinterest กำลังจะได้ "buying" ด้วยการคลิกปุ่มซื้อสินค้าแสนสะดวกบน Pinterest โดยรายงานข่าวล่าสุดระบุว่า Pinterest กำลังเตรียมพัฒนาปุ่ม Buy เพื่อเริ่มใช้งานในปีนี้ ซึ่งอย่างเร็วอาจจะมีการเปิดตัวในช่วง 3-6 เดือนนับจากนี้
     ความเคลื่อนไหวนี้ของ Pinterest ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากสะท้อนว่า Pinterest กำลังผันตัวจากเครือข่ายสังคมมาเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเต็มตัว โดยที่ผ่านมา Pinterest เป็นบริการบันทึกภาพหรือคลิปวิดีโอจากเว็บไซต์ต่างๆ ที่ผู้ใช้ชื่นชอบ และทำการปักหมุดไว้ในรูปแบบสมุดภาพดิจิทัล (digital scrapbooking) เท่านั้น
     รายงานระบุว่าแผนการผันตัวสู่การเป็นเว็บไซต์ e-commerce ของ Pinterest ด้วยการเพิ่มปุ่ม "Buy" บนเว็บไซต์นั้นอาจเกิดขึ้นในช่วง 3-6 เดือนนับจากนี้ โดยแหล่งข่าวจากสำนักข่าว recode.net ตั้งข้อสังเกตว่า Pinterest อาจเริ่มต้นด้วยการทดสอบก่อนขยายมาให้บริการจริง
     ข้อมูลระบุว่าปุ่ม Buy นี้อาจทำให้ผู้ใช้ Pinterest สามารถสั่งสินค้าและชำระเงินได้โดยไม่ต้องออกจากเว็บไซต์ โดยผู้ใช้ที่พบสินค้าที่ถูกใจบน Pinterest จะสามารถใช้บริการของ Pinterest ได้ต่อไปหลังจากคลิกซื้อและชำระเงินแล้ว จุดนี้คาดว่าจะรองรับทั้งการใช้งานบนเว็บไซต์ Pinterest และแอพพลิเคชัน
     ปัจจุบัน Pinterest มีผู้ใช้งานมากกว่า 70 ล้านคนต่อเดือน ผู้ใช้ส่วนใหญ่นิยมบันทึกและส่งต่อภาพพร้อมลิงก์เว็บไซต์สูตรอาหาร เฟอร์นิเจอร์ สินค้ากลุ่มอาหาร รวมถึงเสื้อผ้าแปลกตา ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า Pinterest มีความพร้อมสูงมากหากต้องการเป็นผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซในสินค้าประเภทนี้
     อย่างไรก็ตาม โฆษก Pinterest ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆเกี่ยวกับรายงานข่าวที่เกิดขึ้น โดยระบุเพียงว่า Pinterest ให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ได้พบเนื้อหาใหม่ที่โดนใจ และการช่วยให้ผู้ใช้สามารถนำเนื้อหาที่พบไปปฏิบัติหรือใช้งานในชีวิตจริงได้ ซึ่งจะทำให้การปักหมุดหรือ Pin เหล่านี้มีประโยชน์อย่างแท้จริง
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีตรวจสอบว่ามีคนอื่นแอบใช้บัญชี Facebook ของเราหรือไม่ ?

ช่วงนี้หลายท่านคงได้ใช้  ผ่านหลายช่องทาง เช่นทางคอมพิวเตอร์พีซี , โน๊ตบุ๊ค , ทางโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน คอมที่ทำงาน และยังมี Tablet อีก นับว่าการเข้าใช้ facebook ของเราหลายช่องทางนี้ เพื่อดูสถานะเพื่อนๆว่าเป็นอย่างไรบ้าง
     แต่ถ้าคุณเผลอลืม logout ไป บัญชี facebook ของคุณอาจค้างที่อุปกรณ์เหล่านั้น และง่ายที่คนอื่นจะเข้าไปแอบสวมรอยใช้ facebook ของเราโดยที่คุณไม่รู้ตัว วันนี้จะแนะนำวิธีเสริมความปลอดภัย ป้องกันคนอื่นแอบใช้บัญชี facebook ของเรา
     เริ่มจากเข้าหน้าเว็บไซต์ Facebook.com ทำการ Login เข้าสู่ระบบให้เรียบร้อย แล้วจากนั้นให้นำเลื่อนลูกศร (curcer เมาส์) ไปชี้ที่ บริเวณมุมขวาของจอ จะพบลูกศรชี้ลงดังรูปด้านบนนี้ (ตรงข้างๆ ปุ่มหน้าแรก) แล้วเลือก "ตั้งค่าบัญชี้ผู้ใช้"
     จะเข้าสู่การตั้งค่าบัญชีผู้ใช้ ให้เลือกด้านซ้ายมือนี้ไปที่ "ความปลอดภัย" ก็จะมีรายการตั้งค่าความปลอดภัยต่างๆด้านขวามือ ลองไปดูทีละบรรทัดกันเลย
1. "เรียกดูแบบปลอดภัย" แนะนำอย่างยิ่งให้เลือกเป็น การเข้ารหัสแบบ https ดังนั้นให้ติ๊กเครื่องหมายถูกตรงช่องนี้ไว้ จะปลอดภัยกว่า
2. จะเป็นตั้งค่า "การแจ้งเตือนการลงชื่อผู้ใช้" ในกรณีบัญชี facebook ของเรา เข้า facebook ทั้งผ่านทางคอมหรือมือถือ ก็จะแจ้งเตือนผ่านอีเมลล์ หรือหน้า Push เตือนบน facebook ของเรา ดังนั้นเราจะรู้ได้เลยว่าที่เตือนนี้เราเข้า facebook เอง หรือมีคนอื่นแอบใช้บัญชีเราเข้า facebook ไป
3. "รหัสผ่านแอพ" เราสามารถตั้งรหัสผ่านแอพ facebook ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นที่เข้าถึงบัญชี facebookของเรา แอบติดตั้งแอพ facebook เพิ่มเติม
4. ในส่วน "เวลาการใช้งาน" นั้น เป็นรายการการตรวจสอบ Login Facebook ของเราว่าเราเข้าในช่วงเวลาไหนบ้างและคุณสามารถที่จะสั่งให้หยุดกิจกรรม เพื่อไม่ให้อุปกรณ์เช่นมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ ที่คุณลืม logout ไว้ เข้าถึงบัญชี facebook ของเราได้ด้วย ซึ่งเหมาะมากในกรณีที่เราเผลอลืม Logout ในช่วงเราใช้ร้านอินเตอร์เน็ต หรือคอมจากที่ทำงาน
     หากคุณได้ตั้งค่าต่างๆตามนี้ แล้วละก็เพียงเท่านี้บัญชี facebook ของคุณ ก็จะตรวจสอบได้แล้วว่ามีคนอื่นแอบสวมรอยแอบเข้าใช้บัญชี facebook ของเราหรือไม่? และเป็นการป้องกันไม่ให้เราตกเป็นแพะรับบาปจากมีคนแฮคแอบสวมรอยใช้บัญชี facebook ของเราด้วย
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แฉ..ทำไม facebook ถึงบังคับให้ใช้ชื่อจริง?

สืบเนื่องจากที่ facebook ได้ออกกฎให้ทุกคนจะต้องใช้ชื่อจริง นามสกุลจริงในการเข้าใช้งาน งานนี้เลยทำให้คนไทยเดือดร้อนไปตามๆ กัน เพราะคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ใช้งานชื่อจริงอยู่ ลองอ่านดูนะครับจะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น...
    แน่นอนว่าคงต้องเดือดร้อนไปตามๆ กัน เนื่องจากไม่สามารถเข้าเฟซบุ๊กได้ระยะหนึ่ง โดยอาจจะกินเวลาประมาณ 1-2 วัน หรือนานกว่านั้น (ตามปกติไม่ควรเกิน 7 วัน)
    ซึ่งถ้าเราทำถูกกติกาคือยอมเปลี่ยนชื่อให้เป็นไปตามที่เฟซบุ๊กกำหนด คือใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง ก็จะได้เฟซบุ๊กคืนในเวลาอันสั้น
    เหตุผลที่เฟซบุ๊กต้องมีนโยบายนี้ และมีการเข้มงวดขึ้นมาก็เนื่องจากความต้องการความเป็นระเบียบเรียบร้อยใน สังคมออนไลน์
    ซึ่งเราจะสังเกตได้ว่าจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กนั้นเพิ่มสูงมากขึ้น จนแทบจะเลยจำนวนประชากรจริงๆ บนโลกไปแล้วด้วยซ้ำ (นับเฉพาะคนที่มีสิทธิ์ใช้งานได้ เช่นอายุ 13 ปีขึ้นไป) นั่นคือมีคนที่ใช้ 2 บัญชีอยู่เป็นจำนวนมาก และการใช้ชื่อปลอมก็ไม่สามารถยืนยันใดๆ ได้
    เราจะเห็นถึงการล่อลวงหรือการโกงต่างๆ มากมายบนเฟซบุ๊กหรือสังคมออนไลน์อื่นๆ ที่ไม่ได้มีการใช้ชื่อจริงในการยืนยันตัวเอง ซึ่งนี่คือมาตรการหนึ่งที่อาจจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้ แม้ว่าจะไม่หมดก็ตาม
โชคดีอย่างหนึ่งที่งานนี้เฟซบุ๊กไม่ได้เข้มงวดมากนัก
    โดยสังเกตจากชื่อเพื่อนแต่ละคนที่เปลี่ยนๆ กันมายังคงมีคำแปลกๆ ที่น่าจะเป็นชื่อของคนไทยได้อยู่บ้าง ที่แน่ๆ คือแต่ละคนใส่ชื่อกลางเข้าไปแทน ทั้งๆ ที่คนไทยน้อยคนนักที่จะมีชื่อกลางหรือ Middle Name กับเค้า ก็เอาเป็นว่าหยวนๆ บ้าง แต่ถ้าวันใดที่เกิดข้มงวดขึ้นอีก งานนี้จะไปโวยวายอะไรไม่ได้นะครับ
ชื่อใดบ้างที่อนุญาตให้ใช้ได้บนเฟซบุ๊ก
    เฟซบุ๊กได้ออกนโยบายใหม่ ให้ผู้ใช้งานต้องใช้ชื่อและนามสกุลจริงของตนเอง รวมไปถึงออกข้อห้ามในการตั้งชื่อ ตามนโยบายดังนี้
- งดเว้นการใช้สัญลักษณ์ ตัวเลข การใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ที่ผิดปกติ อักขระที่ซ้ำกัน หรือเครื่องหมายวรรคตอน
- งดเว้นการใช้อักขระที่มาจากหลายภาษา
- งดเว้นการใช้คำนำหน้าชื่อทุกชนิด (เช่น ทางวิชาชีพ ทางศาสนา)
- งดเว้นการใช้คำ วลี หรือชื่อเล่นแทนที่ชื่อกลาง
- งดเว้นการใช้คำหยาบคายหรือไม่เหมาะสมทุกชนิด
นโยบายอื่นๆ ที่ต้องคำนึงถึง:
- ชื่อที่ใช้ควรเป็นข้อมูลประจำตัวที่แท้จริงของคุณตามที่ใช้ในชีวิตจริง
- ชื่อเล่นสามารถใช้เป็นชื่อแรกหรือชื่อกลางได้ หากชื่อนั้นมาจากชื่อที่ใช้ในชีวิตจริง
- ผู้ใช้สามารถระบุชื่ออื่นๆ เพิ่มเติมบนบัญชีผู้ใช้ได้ เช่น นามสกุลก่อนแต่งงาน ชื่อเล่น หรือชื่อในแวดวงวิชาชีพ
- บัญชีผู้ใช้แบบโปรโฟล์ (Profiles) ใช้งานสำหรับบุคคลธรรมดาเท่านั้น บุคคลที่มีชื่อเสียงในสาขาอาชีพต่างๆ องค์กร และธุรกิจ ให้ใช้บัญชีแบบเพจ (Pages)
- ไม่อนุญาตให้แอบอ้างเป็นสิ่งใดหรือบุคคลใดทั้งสิ้น

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีบล็อกเกม Pirate King บน Facebook ง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน

รำคาญ!!! วิธีบล็อกเกม Pirate King ไม่ให้แจ้งเตือนบน Facebook ง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน
     เรียกได้ว่าน่ารำคาญสุดๆ กันเลยละครับกับกระแส  เกมอย่าง Pirate King บน Facebookที่ถาโถมเข้ามามากมายจนหลายๆ ท่านอดที่จะบ่นบน Status ไม่ได้
     ส่วนผมเองก็อุตส่าห์ดีใจว่าผู้หญิงน่ารักมาคอมเม้นท์ซะอีกแต่ไปเจอคำขอเกม Pirate Kinng นี่จัดได้ว่าเงิบกันไปเลยทีเดียว ผู้เขียนก็เลยจัดการ Block เกมนั้นใน Facebook ซะเลย พร้อมเอามาให้เพื่อนๆ ได้ดูกันง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอนอีกด้วย
 
-  ขั้นตอนที่ 1 ให้เพื่อนๆ เข้าไปที่ Setting บน Facebook
- ขั้นตอนที่ 2 เลือก Blocking
2-  

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้น เลือกที่ Block app invites สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากปิดการแจ้งเตือน และเลือก Block apps สำหรับเพื่อนที่อยาก Block เกมที่ไม่อยากให้เห็นอีกต่อไป ซึ่งขั้นตอนนี้ก็ให้เพื่อนๆ ใส่ชื่อเกมลงไป ในที่นี้จะเป็น Pirate King และกด Enter ก็เป็นอันเสร็จก็เป็นอันเสร็จ
-  หมายเหตุ แต่ถ้าเพื่อนๆ อย่างยกเลิกการบล็อคก็ให้กดที่ Unblock เท่านั้นก็เรียบร้อย
4

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558

ทำอย่างไร เมื่อถูก Facebook บังคับให้เปลี่ยนชื่อ

ช่วงนี้หลายคนคงถูก  บังคับให้เปลี่ยนชื่อแอคเคาท์ โดยอยู่ๆ เฟชบุ๊คก็ขึ้นว่า Session Expired และบอกให้เราล็อคอินใหม่ ในตอนนี้เองที่ Facebook บังคับให้ใส่ชื่อใหม่ โดยที่เรายังไม่ได้ตั้งตัว
ใครโชคดีพี่่มาร์คคัดเลือกมาแล้ว ไม่มีทางเลี่ยงอื่นใด มีทางเลือกเดียวเท่านั้นคือต้องเปลี่ยนชื่อตามกฎใหม่เสียโดยดี
โดยพี่มาร์คมีนโยบายว่า ชื่อที่ตั้งกันแบบน่ารัก ฟรุ้งฟริ้ง หรือเป็นนามแฝง ไม่สามารถระบุตัวตนที่แท้จริงได้ ทำให้เฟชบุ๊คขาดความน่าเชื่อถือ ซึ่งการเปลี่ยนมาใช้ชื่อ-นามสกุลจริง จะช่วยรักษาความปลอดภัยในสังคมออนไลน์ ป้องกันการแอบอ้าง หรือการนำเฟซไปใช้ในทางผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้น เจ้าสาวกทั้งหลายเปลี่ยนมาใช้ชื่อ-นามสกุลจริงเสียดีๆ
แต่พี่มาร์คก็ยังไม่ใจร้ายจนเกินไป ยังเปิดช่องให้สามารถใส่ชื่อกลาง (Middle name) เพื่อให้ผู้ใช้งานใส่ชื่อเล่น หรือนามแฝงลงไปได้ ถือว่าเป็นความเอื้ออาทรเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าพ่อเฟชบุ๊ค
แต่ยังมีอีกเคสหนึ่งที่หนักกว่านั้นคือ เปลี่ยนชื่อแล้วแต่ Facebook ก็ยังไม่เชื่อว่าชื่อนั้นเป็นชื่อจริงของคุณ สิ่งที่ต้องทำคือส่งจดหมายที่สามารถยืนยันได้ไปให้เขา เช่น บัตรประจำตัวประชาชน หรือใบขับขี่ เป็นต้น แล้วต้องรอให้เฟชบุ็คตรวจสอบอีกประมาณ 1-3 วัน แอคเคาท์จึงจะใช้งานได้ 
ถึงตอนนี้ใครที่ยังไม่ถูกบังคับให้เปลี่ยนชื่อก็เตรียมใจกันได้แล้ว เพราะคุณคือคิวต่อไป! 

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

Facebook และ Instagram ล่มพร้อมกันทั่วโลกครับ

Facebook และ Instagram ล่มพร้อมกันทั่วโลกครับ
สาวกสุดเซ็ง!! หลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งไทยเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง เวลาประมาณ 13:30 น. ตามเวลาในประเทศไทยเว็บไซต์เครือข่ายออนไลน์ชื่อดัง Facebook และ Instagram เกิดขัดข้องไม่สามารถใช้งานได้ทั้งในประเทศไทยและในหลายๆประเทศ
เป็นอีกแล้วครับเมื่อ Facebook และ Instagram ล่มพร้อมกันทั่วโลก งานนี้ยังไม่มีการออกมาแถลงว่าเกิดจากอะไร
ขณะที่เครือข่ายออนไลน์ยอดนิยมอย่าง Twitter ยังใช้งานได้ปกติ รออีกนิ๊ดมีอัพเดทใหม่เพิ่มเติม!!
อัพเดทล่าสุด 14.10 น. Facebook และ Instagram สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้วครับ ส่วนสาเหตุนั้นทาง facebook ออกมาอัพเดทว่าเกิดจากปัญหา Facebook โดน DDOS ทำให้ Server Down

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

10 เทรนด์โซเชียล การตลาดสั่นสะเทือนธุรกิจเอสเอ็มอีปี 2015

Miami Herald สื่อท้องถิ่นยักษ์ใหญ่แถบเซาท์ฟลอริดารายงานว่า ในปี 2015 นี้ ธุรกิจขนาดเล็กจะต้องปรับตัวตามกระแสการตลาดเพื่อความอยู่รอด แม้จะเป็นมุมมองจากสื่อท้องถิ่นแต่ก็นับว่าเป็นแนวทางที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจทั่วโลก โดยแบ่งเป็น 10 ข้อดังนี้
1.โซเชียลมีเดีย จะเป็นตัวขับเคลื่อนการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ในปีที่ผ่านมาทั้งทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก เริ่มต้นทดลองฟีเจอร์ใหม่ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้นเพียง 1-2 คลิก โดยทั้งสองเปิดตัวปุ่ม "Buy" ให้อยู่ใกล้ๆ กับสเตตัสและทวีตที่อัพขึ้นบนจอ โดยผู้ใช้ไม่ต้องออกจากระบบเพื่อมาทำรายการสั่งซื้อ ในปีนี้ทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ถือเป็นช่องทางสำคัญในการขับเคลื่อนการใช้จ่ายของผู้คน ปรากฏการณ์ที่สามารถซื้อสินค้าผ่านระบบโซเชียลมีเดียดังกล่าวจะเป็นความได้เปรียบ และช่วยเสริมให้ผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ สามารถสร้างรายได้แบบเป็นกอบเป็นกำมากขึ้น
2.การใช้จ่ายของเพื่อนจะมีผลต่อการช็อปของคุณ
การเห็นเพื่อนของเราโพสต์รูปสินค้า หรือร้านที่ไปใช้บริการแล้วเราไม่หวั่นไหวนับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก ในปี 2015 นี้ก็เช่นกัน มีการคาดการณ์ว่า พฤติกรรมการจับจ่ายสินค้าและบริการของเพื่อนจะมีผลต่อผู้บริโภคของคุณมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะคนยุคใหม่ (ผู้ที่เกิดในปี 1981-2000) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้งานโซเชียลมีเดียสูง จากการสำรวจของ Harris Interactive เผยว่า 68 เปอร์เซ็นต์ของคนกลุ่มนี้ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งครั้งที่ซื้อสินค้าตามเพื่อน หลังจากเห็นเพื่อนโพสต์รูปสินค้าหรือบริการ
3.โซเชียลมีเดียดาวรุ่งจะเพิ่มสูงขึ้น และโซเชียลมีเดียบางประเภทจะเริ่มดับไป
ในปี 2014 มีโซเชียลมีเดียรูปแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ Yik Yak แอปพลิเคชั่นที่อนุญาตให้ผู้ใช้ซึ่งเป็นใครก็ได้ สามารถเห็นโพสต์ของคุณได้หากอยู่ในรัศมี 1.5 ไมล์ Ello เป็นพื้นที่ลงโฆษณาฟรีในโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยไม่นำข้อมูลส่วนตัวของเราไปขายให้บุคคลที่สาม และ Tsu อีกหนึ่งโซเชียลมีเดียที่สร้างรายได้แก่ผู้ใช้จากความนิยมของการโพสต์แต่ละครั้ง น่าจะเป็นเครือข่ายที่เข้ามาถมจุดด้อยของเหล่าโซเชียลยักษ์ใหญ่ โดยชูจุดเด่นที่ความเป็นส่วนตัว และเรื่องไม่มีโฆษณามารบกวน
4.การโฆษณาบนทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กจะกลายเป็นสิ่งจำเป็น
การโฆษณาลงสื่อเหล่านี้จะกลายเป็นแผนการตลาดที่คุณต้องเขียนไว้ในแผนธุรกิจ แม้ในธุรกิจขนาดเล็กก็ตาม เนื่องจากขณะนี้เฟซบุ๊กเริ่มจำกัดจำนวนคนที่จะสามารถเห็นโพสต์บนแฟนเพจของผู้ใช้ แต่การโปรโมตด้วยการโพสต์และการโฆษณายังมีความเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้ราคาค่าโฆษณาบนเฟซบุ๊กพุ่งขึ้นกว่า 10 เปอร์เซ็นต์จากปี 2013 ส่วนบนทวิตเตอร์จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ประกอบการที่ต้องการโฆษณาแทนรายได้จากค่าธรรมเนียมจากการรีทวีตการติดตั้งแอปพลิเคชั่นและการคลิก
5.ยอดไลก์จะมีผลต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค
เห็นได้จากการที่อินสตาแกรมมีการอ้างอิงตัวเลขผู้ใช้งานที่มีอยู่ถึง 200 ล้านคน ชี้โอกาสที่ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถหาลูกค้าจากฐานผู้ใช้เหล่านี้ โดยการลงรูปและวิดีโอที่นำเสนอจุดเด่นของสินค้า เมื่อไม่นานมานี้อินสตาแกรมเปิดให้มีการใช้วิดีโอในการโฆษณาสินค้า โดยมีเวลาให้ 15 วินาที พร้อมทั้งสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมาย เช่น อายุ เพศ และที่อยู่ได้ด้วย
6.การเผยแพร่ข้อมูลผ่าน Linkedln
จะได้รับความนิยมสูงขึ้น ในปี 2015 Linkedln จะเดินหน้าดำเนินงานบนพื้นฐานธุรกิจต่อไปเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญ มีคอนเทนต์เกี่ยวกับเทรนด์ธุรกิจ ไอเดียอาชีพต่าง ๆ ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นแหล่งที่คุณสามารถแสดงความคิดเห็นในหัวข้อต่าง ๆ รวมถึงการสร้างแบรนด์ผ่าน Linkedln ได้อีกด้วย
7.การเลือกคำเพื่อทำการตลาดจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ
คำที่สื่อถึงแบรนด์เป็นช่องทางที่ดีในการเข้าถึงผู้บริโภคโดยไม่รุกหรือดูฮาร์ดเซลการมีคำที่กระแทกใจผู้ซื้อ สื่อถึงสินค้าที่ต้องการเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรมีไว้เพื่อเป็นประโยชน์ในการสื่อสารแบรนด์ในยุคนี้
8.โซเชียลมีเดียจะเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลลูกค้า
แบรนด์ใหญ่ต้องรับมืออย่างหนักกับกลุ่มลูกค้าที่จ้องโจมตีผ่านโซเชียลมีเดีย นั่นแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคมีอิสระในการแสดงออกเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการที่เขาได้รับ ซึ่งคำวิพากษ์เหล่านี้จะมีผลต่อสินค้าของคุณ ไม่ว่าคุณจะขายสินค้านั้นได้หรือไม่ ! การติดตามว่าผู้บริโภคพูดถึงแบรนด์อย่างไรบนโซเชียลเป็นสิ่งจำเป็น การตอบคำถาม ติดตามกระแสของผู้บริโภคแบบทันท่วงทีเป็นสิ่งที่แบรนด์ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ต้องเผชิญ
9.การตลาดสำหรับคนรุ่นใหม่
Leaders West Digital Marketing เผยว่ามีกลุ่มคนรุ่นใหม่ สูงถึง 76 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา นับเป็น 27 เปอร์เซ็นต์ของประชากรรวมของอเมริกา ซึ่ง 63 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มที่มีการศึกษาอย่างน้อยระดับปริญญาตรี 46 เปอร์เซ็นต์ พึ่งพาโซเชียลมีเดียในการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์
10.พลังซื้อจากชนกลุ่มน้อยจะเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ตระหนักถึงพลังของคนกลุ่มน้อยที่เติบโตขึ้นจะกลายเป็นได้รับผลกระทบแง่ลบต่อธุรกิจจากการวิเคราะห์ของฐานข้อมูลจาก USA Today พบว่า มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของคนอเมริกาไม่ใช่คนผิวขาว และจากการสำรวจประชากรของสหรัฐอเมริกาคาดการณ์ว่าในปี 2017 กลุ่มฮิสแปนิก (Hispanic) หรือกลุ่มคนที่ใช้ภาษาสเปน จะเป็นกลุ่มที่สร้างกำลังซื้อ 17 เปอร์เซ็นต์ของประชากร หรือถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์
แม้ผลวิจัยจะอ้างอิงจากฝั่งสหรัฐ อเมริกา และความนิยมโซเชียลมีเดียหลายๆ ตัวยังมาไม่ถึงไทย แต่การที่ผู้ประกอบการรู้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมวิธีรับมือที่เหมาะสมก็นับว่าเป็นวิธีที่เศรษฐียุคใหม่ใคร่ทำกัน แต่ผมแอบสงสัยอยู่นิดนึงเพื่อนๆ คิดว่าอัตราการใช้ Social Network ผ่านทาง iPhone หรือ Android มากกว่ากันครับ..?
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

แย่แล้วหุ่นยนต์จะมาแย่งอาชีพมนุษย์เราในปี 2015

แย่แล้วหุ่นยนต์จะมาแย่งอาชีพมนุษย์เราในปี 2015
ลำพังแค่เปิดตลาด AEC ก็รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ไปแล้วสำหรับคนทำงาน นี่ยังมีหุ่นยนต์ที่จะมาแย่งอาชีพเราอีก อยากรู้ไหมว่ามีอาชีพอะไรบ้าง ตามมาฟังพี่มิ้งค์เล่าในรายการ COMTODAY ทาง FM 89.5 Mhz. กันเลยครับ
1. พนักงานทำความสะอาด / ฆ่าเชื้อ
ที่ผ่านมาเริ่มมีหุ่นยนต์กวาดบ้าน, ดูดฝุ่น, ถูบ้านออกมาให้ใช้กันตามครัวเรือนกันบ้างแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อมีวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสอีโบล่า เริ่มมีการใช้หุ่นยนต์มาใช้งานในการฆ่าเชื้อโรคภายในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น อย่างในภาพเป็นหุ่น Xenex Disinfection Services ที่ฉายแสง UV เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียในโรงพยาบาลทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย
2. คุณครู
จริงๆ เทคโนโลยีต่างๆ ก็เริ่มมาแย่งงานการเรียนการสอนของครูมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นแอพต่างๆ ในแท็บเล็ตตอนนี้ในโรงเรียนบางแห่งในต่างประเทศก็เริ่มนำเอาหุ่นยนต์มาใช้สอนเด็ก อย่างเจ้า NAO หุ่นจากบริษัท Aldebaran ในฝรั่งเศสที่ถูกออกแบบมาใช้งานเพื่อเป็นผู้ช่วยสอนของครูภายในโรงเรียน
3. นักกีฬา
หุ่นยนต์ในปัจจุบันมีการพัฒนาไปถึงขั้นที่สามารถเคลื่อนไหวในระดับที่วิ่งหรือโยนสิ่งของต่างๆ ได้แล้ว และนักวิทยาศาสตร์เองก็เริ่มสร้างหุ่นยนต์ที่เล่นกีฬาได้อย่างเช่น หุ่นยนต์ตีปิงปอง ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นได้พัฒนาหุ่นยนต์ให้สามารถเล่นกีฬาเบสบอลได้แล้ว อีกหน่อยเราอาจจะได้เห็นการแข่ง Major League ของหุ่นยนก็เป็นได้
4. นางพยาบาลและบุรุษพยาบาล
งานในโรงพยาบาลนั้นมีมากและจุกจิก อีกทั้งยังต้องดูแลผู้ป่วยสารพัดแบบ บางครั้งการย้ายผู้ป่วยจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งก็เป็นเรื่องที่วุ่นวายเอาการ หุ่นยนต์เตียงอัตโนมัติจึงถูกนำมาใช้ในโรงพยาบาล Khoo Teck Puat ที่สิงคโปร์ ที่มันจะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยให้อย่างปลอดภัย ทั้งการควบคุมความเร็วและปรับระดับการวิ่ง
5. พนักงานขาย
หุ่นยนต์ถูกนำมาใช้งานในบางห้างร้าน ที่มันสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ลูกค้า บอกได้ว่าของที่ต้องการวางอยู่ชั้นไหนมีของหรือไม่ หรืออย่างที่ญี่ปุ่นมีการเอาหุ่นยนต์ Pepper มาช่วยขายและให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนสกาแฟ
6. พนักงานต้อนรับในโรงแรม
โรงแรม Aloft ในเมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีการนำเอาหุ่นยนต์มาทำงานเป็นพนักงานต้อนรับและพานักท่องเที่ยวที่มาพักไปยังห้องพัก พร้อมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรม
7. นักแสดง
ในฮังการีมีหุ่นยนต์มารับบทแสดงเป็นตัวแสดงนำ ในเรื่อง Metamorphosis เป็นเรื่องราวของ Gregor ที่อยู่มาวันหนึ่งเขาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองกลายเป็นหุ่นยนต์ไปแล้ว (อืม...บทอย่างนี้ต้องให้หุ่นยนต์เล่นก็ถูกต้องแล้วล่ะ)
8. นักบิน
ถึงแม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับหรือระบบการบินแบบอัตโนมัติ แต่ในเกาหลีใต้ก็มีการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อใช้ขับเครื่องบิน

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2558

รู้รึยัง? แก็ดเจ็ตสร้างศัตรูบนเครื่องบิน

รู้รึยังแก็ดเจ็ตสร้างศัตรูบนเครื่องบิน อะไรคือน่ารำคาญ และพฤติกรรมผู้โดยสารที่น่ารังเกียจคอลัมน์ Cool Tech
โดย จิตต์สุภา ฉิน @Sue_Ching Facebook.com/JitsupaChin
ขอบคุณภาพประกอบจาก: www.prachachat.net
ทุกครั้งที่ขึ้นเครื่องบิน ซู่ชิงจะมีลิสต์ย่อมๆ ของแก็ดเจ็ตที่จะต้องนำติดตัวไปด้วย ขึ้นอยู่กับระยะเวลาความยาวนานของไฟลต์นั้นๆ
ถ้าไฟลต์ภายในประเทศใกล้ๆ หน่อย แค่หยิบเครื่องเกมพกพา Nintendo 3DS ใช้คู่หูฟังไปเครื่องเดียวก็อยู่แล้ว
แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ต้องเดินทางไกลเกิน 5 ชั่วโมงขึ้นไป ลิสต์ของแก็ดเจ็ตที่ต้องพกก็จะยาวขึ้น ต้องหนีบเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไปเผื่ออยากเปลี่ยนมู้ดจากเล่นเกม ไปอ่านหนังสือ แถมด้วยแท็บเล็ตหน้าจอไม่ใหญ่นักไปอีกสักเครื่องเผื่ออยากเล่นเกมที่ไม่มีบน 3DS แล้วไหนยังมีเพลงที่จะต้องฟังอีก ซึ่งแบกเข้าไปเถอะ...
ทั้งหมดนี้ได้ใช้จริงๆ แค่อย่างเดียวเพราะเวลาที่เหลือถ้าไม่นอนหลับคอพับ ก็นั่งดูหนัง ดูซีรี่ส์ตอนใหม่ๆ บนระบบความบันเทิงของเครื่องบินนั่นแหละ
นอกเหนือจากแก็ดเจ็ตพื้นฐานที่ใครๆ ก็พกกันขึ้นไปแก้เบื่อบนเครื่องบินแล้ว พักหลังๆ ก็มีแก็ดเจ็ตใหม่ๆ คอนเซ็ปต์แปลกๆ หลายอย่างที่ออกแบบมาให้ใช้บนเครื่องบินโดยเฉพาะอีกมากมาย
แก็ดเจ็ตที่กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อสักสามสี่เดือนที่ผ่านมานี้ก็คือแก็ดเจ็ตที่เรียกว่า Knee Defender (เครื่องป้องกันหัวเข่า) ซึ่งเกิดจากคอนเซ็ปต์ว่าเครื่องบินสมัยนี้เหลือพื้นที่ให้ผู้โดยสารต่อคน น้อยลงๆ ทุกที โดยเฉพาะชั้นประหยัดที่เบียดอัดกันอย่างกับปลากระป๋อง
พื้นที่ระหว่างขากับพนักเก้าอี้ข้างหน้าก็ว่าน้อยแล้วถ้าเมื่อไหร่คนข้างหน้านึกเกิดอยากจะเอนนอนลงมาเต็มๆ ก็ยิ่งอึดอัดเข้าไปใหญ่
Knee Defender ก็เลยออกแบบมาให้ทำหน้าที่ในการบล็อกไม่ให้เก้าอี้ข้างหน้าปรับเอนลงมาได้
เรื่องก็เลยเกิดขึ้นในไฟลต์บินของสายการบินยูไนเต็ดที่บินจากนวร์กไปเดนเวอร์ผู้โดยสารชายต้นเรื่องกางโต๊ะหน้าที่นั่งออกมาใช้วางคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก พร้อมใช้ Knee Defender ตัวนี้มาล็อกเก้าอี้ของผู้หญิงคนข้างหน้าเอาไว้
เมื่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมาขอให้เขาเอาออกเขาก็ปฏิเสธเสียงแข็งจนผู้หญิงที่นั่งเก้าอี้ที่ถูกล็อกฉุนขาดหันกลับมาสาดน้ำใส่อย่างกับละคร หลังข่าว
เรื่องโกลาหลจนเครื่องบินต้องแวะจอดที่ชิคาโก้และทั้งสองคนก็ถูกแบนไม่ให้กลับขึ้นเครื่องไฟลต์เดิมที่บินต่อไปยังเดนเวอร์
KneeDefender แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นแก็ดเจ็ตที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนอะไรมาก เป็นแค่พลาสติกสองอันที่ใช้สอดเข้าไปตรงแขนของโต๊ะหน้าที่นั่งเพื่อขัดไม่ ให้เก้าอี้ข้างหน้าถอยมาข้างหลังได้ ราคาก็อยู่ที่ราวๆ 600 บาทเท่านั้น
ถึงแม้ว่าตอนออกมาใหม่ๆ สายการบินหลายแห่งจะออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการมีอยู่ของแก็ดเจ็ตชิ้นนี้ แต่ในเมื่อสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ หรือ FAA ไม่ห้ามก็ไม่มีใครทำอะไรได้
นอกจาก Knee Defender ที่ดูมีแนวโน้มจะก่อปัญหาในอีกหลายไฟลต์ต่อไปในอนาคต ก็ยังมีแก็ดเจ็ตชิ้นอื่นที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารบนเครื่องบิน (แต่ลิดรอนสิทธิและความสะดวกสบายของผู้โดยสารคนอื่นที่ไม่ได้ร่วมใช้ด้วย)
อย่างหมอนเดินทาง SkyRest ซึ่งหากเป็นแค่หมอนสวมไว้ที่คอหรือหมอนรองหลังหรือก้นเฉยๆ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่หมอนชนิดนี้เมื่อพองลมแล้วจะมีขนาดเท่าผู้ใหญ่โอบรอบ ส่วนวิธีการใช้งานน่ะหรือคะ ก็เอาตั้งบนตักแล้วก็กอดเอาไว้ เอาหัววางลงบนด้านบนของหมอนเท่านี้ก็หลับสบาย
เป็นแก็ดเจ็ตที่เพอร์เฟ็กต์มากสำหรับคนที่นั่งที่นั่งริมทางเดินในกรณีที่เกลียดขี้หน้าคนนั่งริมหน้าต่างและอยากแกล้งให้เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเพราะแก็ดเจ็ตชิ้นนี้บดบังทางเดินจนมิด เกะกะขวางทางพื้นที่น้อยนิดที่แทบไม่มีเหลือให้ยืดเส้นยืดสายได้
(อย่าลืมนะคะว่าคนบนเครื่องบินเนี่ยมีหลากหลายมากๆมีทั้งคนที่เดินทางบ่อยจนเจนจัด และมีทั้งคนกลุ่มที่ขึ้นเครื่องบินครั้งแรกและตื่นกลัวไปเสียหมดทุกอย่าง ไม่รู้ว่าต้องเรียกพนักงานต้อนรับยังไง ไม่กล้าไปเข้าห้องน้ำเพราะกลัวจะเปิด-ปิดประตูไม่เป็น ฯลฯ คิดหรือว่าคนเหล่านี้จะกล้าสะกิดปลุกเพื่อนร่วมเดินทางข้างๆ แล้วบอกว่าช่วยย้ายหมอนหนุนไซซ์จัมโบ้ใบนี้ออกไปให้พ้นทางหน่อย)
อนุโลมได้อยู่กรณีเดียวว่าถ้าคุณนั่งริมหน้าต่างอยู่แล้วหมอนใบนี้ก็อาจจะโอเค

แก็ดเจ็ตอีกชิ้นนี่ก็มีปัญหาแบบเดียวกันกับหมอน SkyRest แต่อันนี้ออกแบบมาให้คนที่เป็นพ่อเป็นแม่โดยเฉพาะFlyeBaby เป็นเปลที่ข้างหนึ่งผูกไว้กับเข็มขัดนิรภัยของเก้าอี้พ่อ-แม่ และอีกข้างผูกไว้กับเบาะหลังของเก้าอี้ข้างหน้า เอาไว้แกว่งไกวให้ลูกน้อยหลับสบาย
อันนี้ก็เช่นกัน ควรใช้เฉพาะที่นั่งริมหน้าต่างเท่านั้น เพราะใครจะไปกล้าขอให้ปลดเปลที่มีเด็กนอนอยู่ออกเพื่อที่ตัวเองจะเดินผ่านไปเข้าห้องน้ำได้
ยิ่งถ้าเด็กนอนหลับปุ๋ยหน้าตาอินโนเซนต์อยู่ในเปลปลุกขึ้นมาอาจกลายเป็นปีศาจขี้มูกโป่งร้องกระจองอแงลั่นเครื่อง
ทำไปทำมาเกิดมีเรื่องกันแล้วถูกถ่ายคลิปมาประจานบนโซเชียลเน็ตเวิร์กก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกใจยักษ์ไม่รักเด็กแค่คิดขึ้นมาเฉยๆ ก็ลำบากใจแล้ว
นอกเหนือจากแก็ดเจ็ตเกิดใหม่ที่ออกแบบมาอำนวยความสะดวกของผู้ใช้(คนเดียว) เหล่านี้แล้ว แก็ดเจ็ตธรรมดาๆ ทั่วไปที่เราพกกันขึ้นเครื่องบินบ่อยๆ ก็มีข้อควรระวังในการใช้งานในพื้นที่จำกัดที่ถูกคนแออัดกันอยู่สามหมื่นฟุตเหนือพื้นดินและพร้อมจะฟิวส์ขาดกันง่ายๆเช่นการฟังเพลงหรือเล่นเกมที่เตรียมเอาหูฟังขึ้นไปแล้ว แต่หูฟังที่ใช้กลับคุณภาพแย่ไม่เก็บกักเสียงใดๆ ก็ทำให้เพื่อนร่วมเดินทางข้างๆ ต้องมานั่งฟังรสนิยมในการฟังเพลงของเราไปด้วยอย่างไม่มีทางเลือก หรือเปิดอัดเสียงดังจนหูฟังเก็บเสียงไม่อยู่
ถ้าพกคอมพิวเตอร์ขึ้นไปปั่นงานด่วนด้วยก็ต้องระวังเรื่องเสียงที่เกิดจากการพิมพ์คีย์บอร์ดก๊อกแก๊กเพราะมันก็ทำให้รำคาญสั่นประสาทได้ไม่น้อยเหมือนกัน
Expedia เว็บไซต์จองตั๋วเครื่องบิน-ที่พักเพิ่งจะสำรวจและเผยแพร่ชาร์ตจัดอันดับ พฤติกรรมยอดแย่ที่น่ารำคาญที่สุดของผู้โดยสารเครื่องบินประจำปี 2014 ออกมา
โดยที่ได้ถามคนอเมริกันจำนวน 1,000 คนว่ามีนิสัยบนเครื่องบินอะไรบ้างที่แต่ละคนร้องยี้มากที่สุด
อันดับหนึ่งปีนี้ตกเป็นของผู้โดยสารที่ชอบใช้เท้าเตะเก้าอี้คนข้างหน้า
ส่วนอันดับสองของปีนี้ ตกมาจากอันดับหนึ่งของปีแรก ซึ่งก็คือพ่อแม่ที่ไม่ดูแลลูกน้อยของตัวเองบนเครื่อง ปล่อยให้สร้างความรำคาญให้คนอื่นรอบตัว
ผู้โดยสารที่มีกลิ่นตัว ผู้โดยสารที่กรอกแอลกอฮอล์เข้าไปราวกับเป็นอูฐ
ผู้โดยสารช่างคุยชวนคุยแม้แต่คนที่ใส่หูฟังอยู่
ผู้โดยสารที่ผิดกฎการนำกระเป๋าแคร์รี่ออนขึ้นเครื่องและสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้โดยสารที่ยึดครองพื้นที่ที่วางแขนไปเป็นของตัวเองคนเดียว
ผู้โดยสารช่างเอนเก้าอี้และคนที่ชอบลัดคิวคนอื่น เครื่องลงปุ๊บเป็นต้องรีบพุ่งตัวไปข้างหน้าราวกับว่าถ้าได้ออกจากเครื่องก่อนคนอื่นสัก 5 นาทีจะถือเป็นชัยชนะสูงสุดอันน่าปลื้มปริ่ม
ส่วนนอกเหนือจากสิบอันดับที่ว่านี้ก็อย่างเช่นพวกกระเพาะปัสสาวะรั่ว เดี๋ยวฉี่ๆ แต่ดันไปเลือกนั่งริมหน้าต่าง คนที่ชอบอ่านชอบเปิดดูคอนเทนต์สำหรับผู้ใหญ่ พวกคู่รักพลอดรักเกินงาม (ใครเป็นแฟนการ์ตูนชินจัง ลองนึกถึงมิตจี้จ๋าและโยชิริงขา น่าจะเห็นภาพได้ชัดที่สุด) พวกที่ชอบเปลื้องเครื่องแต่งตัวสลัดรองเท้าออกทันทีที่หย่อนก้น หรือคนที่ชอบสลับที่นั่งไปมาวุ่นวายอลหม่านเป็นที่สุด
(อันนี้เกิดบ่อยในกรณีเดินทางกับกลุ่มทัวร์ที่ทุกคนรู้จักกันและเล่นเก้าอี้ดนตรีกันตลอดเวลา)
ได้รู้ลิสต์พฤติกรรมยอดแย่บนเครื่องบินและแก็ดเจ็ตที่ไม่ควรพกไปใช้ถ้าไม่อยากถูกเตะโด่งลงจากเครื่องก่อนถึงเป้าหมายกันไปแล้วเดินทางช่วงปลายปีนี้และขึ้นปีใหม่ปีหน้าก็มีน้ำใจให้กันและกันบนเครื่องบิน คิดถึงใจเขาใจเรากันให้มากๆ แล้วกันนะคะ นอกจากจะทำให้การเดินทางของเราราบรื่นแล้ว บางทีอาจจะได้สัมผัสกับมิตรภาพดีๆ บนเครื่องบินก็ได้
แต่ถ้าประสบการณ์การบินอันงดงามยังไม่มากพอที่จะจูงใจให้คุณผู้อ่านทำตัวดีๆบนเครื่องบินได้ สถิติจากการสำรวจเดียวกันนี้ของ Expedia ก็ยังบอกว่า หากเกิดเหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งบาดหมางกันบนเครื่อง 12% ของคนที่ตอบแบบสอบถาม บอกว่าพวกเขาจะหยิบโมบายดีไวซ์ขึ้นมาบันทึกภาพเหตุการณ์ 6% บอกว่าจะเอาเรื่องไปประจานบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีแค่ 22% เท่านั้นที่จะเดินไปคุยกันซึ่งๆ หน้า
ซึ่งก็ไม่รู้ว่ากล้าหาญหรือโง่เขลา แต่เอาเป็นว่าอย่าให้ปัญหาเกิดจากตัวเราเองก็แล้วกันค่ะ

ส่อง“กูเกิล“ และ “เฟซบุ๊ก“ ในอีก 10 ปีข้างหน้า

ชีวิตของคนในยุคนี้ อินเตอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมออนไลน์ดูจะเป็นของคู่กับชีวิตประจำวันของใคร ไปแล้ว สิ่งแรกที่ต้องยอมรับคือ ชีวิตของเราเริ่มรู้สึกว่าขาด "เซิร์ชเอ็นจิ้น" หรือเครื่องมือในการค้นหาไม่ได้ โดยเฉพาะ "" ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเซิร์ชเอ็นจิ้น ที่ดูเหมือนจะครอบครองใจผู้คนทั่วโลกมากที่สุดขณะนี้ ถึงกับมีการพูดกันเล่นๆ เสมอว่า
"คิดอะไรไม่ออก ถามอากู๋ (กูเกิล)"
อีกด้านหนึ่ง โลกของโซเชียลมีเดีย หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ
เฟซบุ๊กที่มีผู้ใช้งานอยู่กว่า 1,300 ล้านราย และยังครองใจผู้ใช้งานทั่วโลกได้เป็นอย่างดี
ทั้งกูเกิลและเฟซบุ๊กดูเหมือนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใครหลายคนไปแล้วจนถ้า จะถามว่ายังจำได้ไหมว่าชีวิตเมื่อครั้งที่ไม่มีกูเกิลและเฟซบุ๊กนั้นเป็น อย่างไร เราเคยพยายามจะหาอะไรบางอย่าง แล้วเราต้องหายังไง เข้าห้องสมุดหรือ เมื่อก่อนนี้เราติดต่อกับเพื่อนฝูงอย่างไร เราพูดคุยกันผ่านอะไร เราอยากจะหาเพื่อนสักคนที่เคยเรียนกันมาเมื่อนานมาแล้ว ได้อย่างไร??
คำถามเหล่านี้ ทำให้เรารู้สึกเลยว่า กูเกิลและเฟซบุ๊กเข้ามาช่วยทำให้ชีวิตของเราสะดวกขึ้น ง่ายขึ้น แล้วเคยคิดกันเล่นๆ หรือเปล่าว่า ในอนาคตอีกสักสิบปีข้างหน้า กูเกิลและเฟซบุ๊กจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ธุรกิจของสองยักษ์ใหญ่บนโลกออนไลน์จะเป็นอย่างไร
เว็บไซต์แนสแด็กดอตคอมได้เผยแพร่บทความของ "มอตลีย์ ฟูล" เกี่ยวกับเรื่อง "แผนของกูเกิล และ เฟซบุ๊กในอีกสิบปีข้างหน้า" ให้เราพอจะมองเห็นกันคร่าวๆ ว่าเฟซบุ๊กและกูเกิลจะเป็นอย่างไรในอีกทศวรรษข้างหน้า
แผนอันยิ่งใหญ่ของเฟซบุ๊กในอีก 10 ปีข้างหน้า
เริ่มจากแผนในอีกสิบปีข้างหน้าของเฟซบุ๊ก ที่ดูจะอลังการมาก โดยในการประชุมวิดีโอทางไกลของเฟซบุ๊ก ช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา "มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก" ซีอีโอ และผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก ได้มีการหารือกับผู้บริหารของเฟซบุ๊กเกี่ยวกับเป้าหมายของเฟซบุ๊กในอีก 3 ปี, 5 ปี และ 10 ปีข้างหน้าเอาไว้
แผนในอีก 3 ปีข้างหน้าของเฟซบุ๊กก็คือ ซัคเคอร์เบิร์กตั้งใจไว้ว่าจะลงทุนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มวิดีโอที่เป็นของตัว เองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงฟีเจอร์ใหม่ๆ สำหรับอินสตาแกรม ซึ่งทั้งสองอย่างจะเป็นตัวที่เข้ามาช่วยสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้มากขึ้น
และแผนสำหรับ 5 ปีข้างหน้าต่อจากนี้ก็คือ วิสัยทัศน์ของซัคเคอร์เบิร์กเกี่ยวกับเรื่องของ "การให้บริการในยุคใหม่" ทั้งอินสตาแกรม, เมสเซนเจอร์, วอทส์แอพพ์ และการค้นหา ที่จะต้องเชื่อมต่อกับผู้คนหลายพันล้านคน และอยากให้เฟซบุ๊กเข้าไปอยู่ภายในแพลตฟอร์มของแอพพลิเคชั่นโมบายล์ทั้งหลาย ด้วยตัวเองผ่านทาง "แอพพ์ลิงก์" แพลตฟอร์มที่จะเปิดทางให้แอพพลิเคชั่นโมบายล์ทั้งหลายเชื่อมต่อระหว่างกัน โดยตรง
และแผนในอีกสิบปีข้างหน้าซัคเคอร์เบิร์กอยากจะให้เฟซบุ๊กได้ช่วยเหลือประเทศที่ยากจนกว่าได้มีโอกาส เชื่อมต่อเข้าถึงอินเตอร์เน็ต และทำให้ "ออคคิวลัส" หรืออุปกรณ์สวมศีรษะสำหรับดูภาพเสมือนจริง ได้เป็นแพลตฟอร์มหลักใหม่ๆ สำหรับระบบคอมพิวติ้ง และให้มีความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับแพลตฟอร์มของ "อาร์ติฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์" (เอไอ) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ นอกจากนี้ก็ยังมีแผนที่จะขยายเครือข่ายสังคมออนไลน์เข้าไปในด้านสาธารณสุข และเพื่อองค์กรมากขึ้น
อย่างไรก็ตามฟูลบอกว่าความริเริ่มบางอย่างของ ซัคเคอร์เบิร์กนั้นก็ต้องบอกว่ามีเป้าหมายที่จะไปต่อสู้กับกูเกิลโดยตรง อย่างเช่น การสร้างแพลตฟอร์มวิดีโอ
ที่เฟซบุ๊กอยากจะมีบริการวิดีโอ เป็นของตัวเอง แทนที่จะต้องให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กใช้พื้นที่บนเฟซบุ๊กมาแบ่งปันวิดีโอของ "ยูทูบ" ซึ่งเป็นของกูเกิล หรืออย่าง "วอทส์แอพพ์" ที่ตอนนี้เป็นของเฟซบุ๊กไปแล้ว และเฟซบุ๊ก เมสเซนเจอร์ บริการส่งข้อความ ที่แสดงให้เห็นว่าเฟซบุ๊กเองก็อยากจะสร้างชุมชนสำหรับการสื่อสารแบบโมบายล์ ขึ้นมาเป็นของตัวเอง และมีเป้าหมายเพื่อทำลายวิธีการสื่อสารแบบเดิมๆ เช่นการส่งอีเมล์หรือการส่งข้อความสั้นหรือเอสเอ็มเอส
และนั่นคือเหตุผลที่ทำไมกูเกิลถึงได้เปลี่ยนกล่องจดหมายหรือ อินบ็อกซ์ของจีเมล์ให้กลายเป็น"บทสนทนา"หรือ"คอนเวอร์" เซชั่น" แล้วให้ผู้ใช้ส่งเอสเอ็มเอสผ่านทาง "แฮงเอาต์"
นอกจากนี้ กูเกิลก็ยังพยายามที่จะทำให้ประเทศยากจนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ผ่านทางโปรแกรม "ไวไฟบอลลูนส์" ส่วนเรื่องของเอไอนั้น กูเกิลได้ซื้อกิจการของดีพมายด์ เทคโนโลยี เมื่อปี 2014 แต่หลังจากที่เฟซบุ๊กเลิกเจรจาซื้อกิจการของดีพมายด์ไปแล้วเมื่อปี 2013
มาดูแผนของกูเกิลในอีกสิบปีข้างหน้าบ้างที่ว่า แผนของเฟซบุ๊กใหญ่แล้ว กูเกิลดูจะใหญ่กว่า เพราะแผนของเฟซบุ๊กอาจจะดู เหลื่อมๆ กับสิ่งที่กูเกิลมีอยู่แล้ว แต่แผนของกูเกิลในอีกสิบปีข้างหน้า กลับดูเหมือนจะห่างไกลจากสิ่งที่เฟซบุ๊กวางแผนเอาไว้

แผนอันยิ่งใหญ่(กว่า)ของกูเกิลในอีก10 ปีข้างหน้า
มาดูแผนของกูเกิลในอีก 3 ปีข้างหน้าก่อน กูเกิลมีแผนที่จะสร้างความสั่นสะเทือนให้กับบริษัทโทรคมนาคมทั้งหลายด้วย บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสาย"ไฟเบอร์"แต่ราคาประหยัดที่ปัจจุบันมี ให้บริการแล้วในสามเมืองของสหรัฐอเมริกา
และแผนในอีก 5 ปีข้างหน้าของกูเกิล คือการเป็นศูนย์กลางของ "บ้านอัจฉริยะ" หรือสมาร์ทโฮม และพยายามเข้าไปแข่งกับตลาดอีคอมเมิร์ซของอะเมซอนด้วย "กูเกิล ช้อปปิ้ง"
แผนในอีก 10 ปีข้างหน้าของกูเกิลคือ การนำรถยนต์ไร้คนขับมาให้บริการแก่ผู้คนได้จริง และทำให้หุ่นยนต์จากบริษัท "บอสตัน ไดนามิกส์" ที่กูเกิลไปซื้อกิจการมา สามารถเข้าไปช่วยปฏิบัติภารกิจของทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้
และเหนือสิ่งอื่นใดจากแผนทั้งหมดของกูเกิล คือความพยายามเข้าไปช่วยงานด้านสาธารณสุข ซึ่งรวมไปถึงเรื่องของไบโอเทค จีโนม และอุปกรณ์เวชภัณฑ์อัจฉริยะ ที่จะกลายเป็น "เสาหลัก" ของการเติบโตของกูเกิลในอนาคต ทำให้กูเกิลได้เป็นผู้นำทั้งด้านเทคโนโลยีและด้านอุตสาหกรรมสาธารณสุข
สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไปมากมายในอีก 10 ปีข้างหน้า
ฟูลบอกว่า ถ้ามองไปในอีกทศวรรษข้างหน้า ทั้งเฟซบุ๊กและกูเกิลจะต้องเผชิญกับการเติบโตที่ติดขัดไป อย่างเฟซบุ๊กตอนนี้จำนวนผู้ใช้ปีต่อปีก็เริ่มมีการเติบโตที่ช้าลง แต่ก็อาจจะกระเตื้องขึ้นบ้างถ้าหากสามารถกลับเข้าไปในตลาดจีนได้
ในขณะที่ส่วนแบ่งของตลาดแอนดรอยด์จากกูเกิลนั้นก็มาถึงจุดสูงสุดแล้วและการ เติบโตของตลาดอุปกรณ์เคลื่อนที่เริ่มถึงจุดอิ่มตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งเฟซบุ๊กและกูเกิลนั้นเป็นสองบริษัทออนไลน์แรกๆที่ใครอยากจะโฆษณาก็จะวิ่ง เข้าหาก่อนเป็นลำดับแรกๆ ในขณะที่อะเมซอนคู่แข่งรายสำคัญเริ่มพยายามเข้าไปทำลายตลาดของคู่หูยักษ์ ใหญ่คู่นี้
ฟูลบอกว่าเขาคิดว่าเฟซบุ๊กก็จะยังคงเป็นเจ้าผู้ครองตลาดเครือข่ายสังคมออนไลน์ และการส่งข้อความบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ แต่ก็อาจไม่สามารถที่จะเข้าไปทำลายตลาดระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ หรือตลาดอื่นๆ ของกูเกิลได้
ขณะที่กูเกิลเองก็แข็งแกร่งในตลาดเซิร์ช เอ็นจิ้นและระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ และจะกลายเป็นบริษัทที่มีบทบาทสำคัญที่อยู่เบื้องหลังชีวิตในยุคดิจิตอลอัน ทันสมัยต่อไป
อีกสิบปีข้างหน้าชีวิตของเราๆท่านๆก็น่าจะยังคงต้องพึ่ง พาและอยู่เคียงข้างไปกับ "เฟซบุ๊ก" และ "กูเกิล" ต่อไป ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเสียก่อน!