ติดตามข่าวสารอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ thaizones.net นะครับ.. ^0^. ขับเคลื่อนโดย Blogger.

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

เร่งแก้ไขทันควัน...ในที่สุด iOS 9.0.1 ก็ได้ปล่อยออกมาให้โหลดแล้วนะจ้า แก้อะไรบ้างมาดูกัน!!

      เป็นเรื่องปกติของการอัพเกรด OS ใหม่ ๆ มันมักจะมาพร้อมกับปัญหาต่างๆ บ้างไม่มากก็น้อยเช่นเดียวกับ iOS9 แต่ก็เหมือนกับทุกระบบปฏิบัติการ เมื่อเจอปัญหาก็ต้องรีบแก้สิครับ (จะรอช้าให้คนบ่นเล่นกันอยู่ทำไม ^^) ล่าสุด Apple ออก  เมื่อคืนให้ได้โหลดกัน ด้วยขนาดของมันเพียง 35 MB เท่านั้น
      การเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ไม่มีอะไรนอกจากแก้ปัญหาบั้กทั้งหลายเช่น
- การตั้งนาฬิกาปลุก หรือจับเวลาที่มีปัญหา
- ปรับปรุงการตั้งค่าไม่สำเร็จใน Setup Assistant หลังจากการอัพเดต
-ปรับปรุง Sarfari และ Photos เมื่อมีการดูวีดีโอแลัว Pause ไว้
- รวมทั้งการตั้งค่าย APN สำหรับเชื่อมต่อ 3G/4G ของมือถือให้เสถียรมากขึ้น
      แต่เรื่อง Apps นั้นคงต้องให้นักพัฒนาปล่อย Update ออกมาต่อไป จากที่ได้ลองนั้นปัญหาที่กล่าวมาขั้นต้นนั้นถูกแก้ไขครบ ส่วน APN คาดว่าจะปัญหาในบางประเทศมากกว่า เพราะประเทศไทยไม่มีคนบอกว่าเกิดปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อกับ 3G แต่จริง ๆ นะ Setup Assistant มันน่ารำคาญจริง ๆ หวังว่าการอัพเดตครั้งนี้ เสียงบ่นจะลดลงนะครับ

Apple ทำกันได้ ผลิตอุปกรณ์ประหยัดพลังงานออกมา แต่ลดปริมาณแบตเตอรี่เพื่อให้ระยะเวลาในการใช้งานเท่าเดิม!!

แกะเครื่อง iPad mini 4 พบแรม 2GB และแบตเตอรี่ความจุน้อยกว่าเดิม !

     iPad mini 4 แท็บเล็ตรุ่นเล็กจาก Apple ที่ได้ประกาศเปิดตัวพร้อมกับ iPhone 6s ล่าสุดทีมงาน iFixit ได้เครื่องมาแกะแล้วพบว่าภายในมีความจำแรมขนาด 2GB และแบตเตอรี่ความจุน้อยกว่าเดิม
iPad mini 4 Tear Down 1
     iPad mini 4 มีหน้าจอขนาด 7.9 นิ้ว เป็นหน้าจอแบบ LED-backlit กับเทคโนโลยี IPS ภายในใช้ชิปประมวลผล Apple A8 SoC รุ่นที่ 2 สถาปัตยกรรม 64‑bit กับชิปประมวลผลความเคลื่อนไหว M8 โดยมีเลนส์กล้องหลังขนาด 8 ล้านพิกเซล และเลนส์กล้องหน้า 1.2 ล้านพิกเซล
iPad mini 4 Tear Down 2
     จุดน่าสนใจคือขนาดความจำแรม 2GB LPDDR3 SDRAM เพิ่มจากเดิม 1GB ซึ่งก็เท่ากันกับ iPad Air 2 และพบว่าแบตเตอรี่ของ iPad mini มีพลังงานไฟฟ้า 19.1 Wh ขนาดความจุ 5124 mAh ซึ่งน้อยกว่าแบตเตอรี่ของiPad mini 3 ที่มีแบตเตอรี่ขนาดความจุ 6471 mAh
     สำหรับคะแนนในการแกะซ่อมได้ 2 เต็ม 10 คะแนน ตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งซ่อมยาก นั่นคือซ่อมยากมาก

คอนเฟิร์ม!! iPhone 6s Plus มีแบตเตอรี่ขนาด 2,750 mAh น้อยกว่าเดิมเล็กน้อย

      หลังจากที่มีข่าวหลุดออกมาก่อนหน้านี้ว่า iPhone 6s และ 6s Plus จะมีขนาดของแบตเตอรี่ลดลงเล็กน้อย ซึ่งตอนนี้ก็มีเว็บไซต์ไต้หวัน AppleClub [Google Translate] ได้ออกมาเผยรูปแบตเตอรี่ iPhone 6s Plus ตัวจริง
      โดยความจุของแบตเตอรี่ของ iPhone 6s Plus อยู่ที่ 2,750 mAh ซึ่งน้อยกว่า iPhone 6 Plus (2,915 mAh) เล็กน้อย อย่างไรก็ตามแอปเปิลก็ยังยืนยันว่าจำนวนชั่วโมงที่สามารถใช้งานไอโฟนได้จะ ยังคงเท่าเดิม ถึงแม้ความจุแบตเตอรี่จะน้อยลง
iphone 6s plus battery
      ส่วน iPhone 6s นั่นก็มีข่าวออกมายืนยันเหมือนกันว่าแบตเตอรี่น้อยลงเช่นกัน อยู่ที่ 1,715 mAh โดย iPhone 6 มีความจุ 1,810 mAh
      สาเหตุที่ทำให้ใช้งานได้นานเท่าเดิมอาจจะมาจากชิป A9 ตัวใหม่ที่คาดว่าจะประหยัดพลังงานมากขึ้น แถมใน iOS 9 ยังมีโหมดประหยัดพลังงานมาให้อีกด้วย

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

สงสัยไหมว่าทำไม Apple ไม่พูดถึง iPad mini 4 ? (พร้อมสรุปสเปค ราคา และวันวางขาย)

      ถ้าพูดถึง iPad ตัวใหม่ที่ทาง Apple ไม่ได้ออกมานำเสนอต่อก็มีอยู่ 2 ตัวด้วยกันนะครับ นั่นคือ iPad mini 4 และ iPad Air 3 (รุ่นต่อจาก iPad Air 2 ซึ่งตัวนี้ไม่ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่มา) เนื่องจากเหตุผลบางประการซึ่งจะมาอธิบายให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันต่อไปครับ

      iPad mini 4 แท็บเล็ตรุ่นใหม่ที่ Apple ไม่ถึงพูดถึงบนเวทีงานเปิดตัว iPhone 6s โดยบอกเพียงราคาและวันวางจำหน่ายเท่านั้น มาดูกันว่าแท็บเล็ตจอเล็กรุ่นใหม่นี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง
 ตัวเครื่อง ดีไซน์ และหน้าจอแสดงผล
      iPad mini 4 ถอดแบบมาจาก iPad Air 2 ทั้งหมด แล้วลดขนาดลงมา ซึ่งมีความบางเพียง 6.1 มม. น้ำหนัก 304 กรัม (รุ่น Wi-Fi + Cellular) มีหน้าจอแสดงผลขนาด 7.9 นิ้ว ความละเอียด 1536 x 2048 พิกเซล เท่าเดิมกับ iPad mini 3 แต่เสริมหน้าจอด้วยการเคลือบสารกันแสงสะท้อน และเป็นจอภาพแบบ Full Lamination เหมือนกับ iPad Air 2
 ชิปประมวลผล
       อัปเกรดไปใช้ชิป A8 ตัวเดียวกับ iPhone 6 สถาปัตยกรรม 64 บิต ซีพียู Dual-core 1.5GHz เร็วขึ้น 1.3 เท่า และกราฟิกเร็วขึ้น 1.6 เท่า เมื่อเทียบกับ A7 บน iPad mini 3 นอกจากนี้ก็มาพร้อมโปรเซสเซอร์ร่วม M8 สำหรับประมวลผลการเคลื่อนไหว
 กล้องถ่ายรูป
      กล้องหลังของ iPad mini 4 ไปใช้ตัวเดียวกับ iPad Air 2 คือความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ประกอบด้วย 5 ชิ้นเลนส์ ค่ารูรับแสง f/2.4 มีโหมดโหมดภาพถ่ายต่อเนื่อง และสามารถบันทึกวิดีโอสโลว์โมชั่นได้ จากเดิมบน iPad mini 3 มีความละเอียดอยู่ที่ 5 ล้านพิกเซล และไม่รองรับโหมดภาพถ่ายต่อเนื่อง ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซลเท่าเดิม รองรับโหมดโหมดภาพถ่ายต่อเนื่องเช่นกัน
 การเชื่อมต่อ
      iPad mini 4 รองรับWi‑Fi (802.11a/b/g/n/ac), สองช่องความถี่ (2.4GHz และ 5GHz), Bluetooth 4.2, 3G, 4G LTE และใช้ซิมขนาด Nano SIM (รองรับ Apple SIM) ส่วนเซ็นเซอร์ที่เพิ่มเข้ามาคือ บารอมิเตอร์ สำหรับวัดความดันบรรยากาศ จากเดิม iPad mini 3 ไม่มีเซ็นเซอร์ตัวนี้
      จะเห็นว่า iPad mini 4 เรียกได้ว่าเป็น iPad Air 2 แต่ขนาดเล็กลง ทำให้ Apple ไม่พูดถึงสเปคและฟีเจอร์ใด ๆ เพราะไม่มีอะไรใหม่ ในขณะที่ iPad mini 3 ยกเลิกจำหน่ายบน Apple Online Store เรียบร้อยแล้ว โดยจะวางจำหน่ายเฉพาะ iPad Pro, iPad Air, iPad Air 2 และ iPad mini 3 ส่วน iPad Air 3 ก็ไร้วี่แววตามคาดเพื่อปูทางให้กับ iPad Pro รุ่นใหม่แทนนั่นเอง

iPad mini 4
iPad mini 4 เริ่มวางจำหน่ายแล้วในสหรัฐอเมริกา มีราคาดังนี้
  • รุ่น Wi-Fi ความจุ 16GB ราคา $399 หรือประมาณ 14,400 บาท
  • รุ่น Wi-Fi ความจุ 64GB ราคา $499 หรือประมาณ 18,000 บาท
  • รุ่น Wi-Fi ความจุ 128GB ราคา $599 หรือประมาณ 21,600 บาท
  • รุ่น Wi-Fi + Cellular ความจุ 16GB ราคา $529 หรือประมาณ 19,100 บาท
  • รุ่น Wi-Fi + Cellular ความจุ 64GB ราคา $629 หรือประมาณ 22,700 บาท
  • รุ่น Wi-Fi + Cellular ความจุ 128GB ราคา $729 หรือประมาณ 26,400 บาท
สำหรับประเทศไทย เตรียมวางจำหน่ายเร็ว ๆ นี้ครับ รอติดตามกันต่อไป
ที่มา : Apple
เนื้อหาข่าว: http://hitech.sanook.com/1398965/

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

ถ้ายังไม่อยากหงุดหงิด ก็อย่าพึ่งคิดอัพ iOS 9

      หลังจาก Apple ปล่อยอัพเดต OS บน iDevice ทั้งหลายอย่าง iOS 9 นั้นทำให้หลายคนบอกว่ามันควรจะติดตั้งกับเครื่องทันที จนแย่งกันทำให้นอกจาก Server จะล่มแล้ว ยังมีปัญหากวนใจตามมาอีกจนหงุดหงิดกันไปตาม ๆ กัน และทำไมถึงต้องบอกว่า ถ้าไม่อยากหงุดหงิด อย่าพึ่ง  เพราะอะไร Sanook! Hitech รวบรวมมาบอกเล่าให้ฟันกันในบทความนี้
OS ใหม่กับปัญหาที่แอบซ่อนอยู่
      ถ้าใครเคยเห็นนักพัฒนาทำงาน และปล่อยของออกมาเร็วตามกำหนด คุณอย่าพึ่งคิดว่ามันจะดีที่สุด เพราะบางครั้งการปล่อยออกมาแล้วคิดว่ามัน OK สุด อาจจะมีปัญหาตามมา เช่นเดียวกับ iOS 9 ที่ปัญหาหลัก ๆ ที่เจอนั้น ส่วนมากจะเกิดในเรื่องการใส่รหัสผ่านที่มีอาการช้าโดยประมาณ, รวมถึง Apps ที่ยังไม่เสถียรกับระบบปฏิบัติการนี้ ซึ่งคุณใช้ไปอาจจะหลุดออกเองได้ง่ายเช่นเดียวกัน ถ้านึกภาพไม่ออกแล้ว ต้องย้อนไปช่วยการอัพเดต iOS 6 มา 7 ครั้งนั้นผมว่าเลวร้ายที่สุดครับ ส่วนอุปกรณ์ที่ควรโหลดนั้นผมมองว่า iPhone 6 ขึ้นไปยังไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าต่ำกว่า iPhone 6 อาจจะมีปัญหามากกว่านั้น
อีกไม่นานก็ออก iOS 9.1 ที่เสถียรกว่าแน่นอน
     หลังจากที่ iOS9 ออกแค่ไม่กี่วัน ยังมีข่าวของการพัฒนา iOS9.1 ออกตามมาค่อนข้างติด ๆ เหมือนจะรู้โดยทันทีว่าจะต้องมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นกับระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุด หรือไม่ก็ยังใส่ของเล่นที่ไม่ครบ หรือแก้ปัญหาความเสถียรของ Apps ที่เปิดให้โหลดก็เป็นได้
บางคนโหลดยังใช้เวลาหลายชั่วโมง
     เป็นกระแสที่เกิดบนโลกออนไลน์อย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ใช้ iPhone หรือ iPad ทั้งหลายที่มีการอัพเดตนานหลายชั่วโมง บางก็ 10 ชั่วโมงขึ้นไป บ้างก็ 7 ชั่วโมง (ส่วนตัวผู้เขียนโดนนานสุด 8 ชั่วโมงครึ่ง ใน iPod Touch) ถือว่านานกว่าอัพเดตของมือถือยี่ห้ออื่น ๆ ซะอีก แต่ถ้ามันหยุดโหลดไปดื้อ ๆ แล้วถ้าคุณพยายามติดมัน อาจจะเกิดความเสียหายได้มากกว่า
     ฉะนั้นแล้วบางครั้งการอัพเดต OS ใหม่กับบางอุปกรณ์ก็ยังไม่มีความจำเป็นในตอนนี้ มันแค่เรียกกระแสว่ามีของใหม่และได้ใช้งานจริงมากกว่า สุดท้ายขึ้นอยู่กับตัวคุณว่าต้องการ OS ใหม่เร็วมากน้อยแค่ไหนครับ แต่ถ้าเป็นผมเอง ขอดูไปสักเดือนนึงก่อนดีกว่าแล้วค่อยติดตั้งลงครับ

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

ชนกันหมัดต่อหมัด Samsung Galaxy Note 5 vs iPhone 6S vs iPhone 6S Plus ซื้อรุ่นไหนดี ?

       เปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ iPhone 6S และ iPhone 6S Plus ไอโฟนรุ่นล่าสุดประจำปี 2015 ที่ในปีนี้ มีการอัปเกรดครั้งใหญ่ ทั้งการเพิ่มเทคโนโลยี Force Touch เสริมทัพด้วยฟีเจอร์ 3D Touch รวมไปถึง เพิ่มความละเอียดของเซ็นเซอร์กล้องถ่ายรูปทั้งด้านหน้า และด้านหลัง เรียกได้ว่า คงถูกอกถูกใจ สาวก iPhone กันไม่น้อยเลยทีเดียว
       ส่วนอีกรุ่นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นก็คือ Samsung Galaxy Note5 ที่เปิดตัวก่อนหน้า iPhone 6S ไปแล้ว ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา โดยจุดเด่นของ Samsung Galaxy Note 5 รุ่นนี้ ก็คือ บอดี้ตัวเครื่องแบบโลหะ พร้อมชูจุดเด่นด้วยหน้าจอความละเอียดระดับ Quad HD รวมไปถึงกล้องด้านหลัง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และอาวุธคู่ใจที่ขาดไม่ได้ นั่นก็คือ ปากกา S Pen Stylus ที่ช่วยทำให้การใช้งานบนหน้าจอใหญ่ สะดวกขึ้นกว่าเดิม
       มาดูกันว่า ถ้าหากเรา ระหว่าง iPhone 6S vs iPhone 6S Plus vs Samsung Galaxy Note 5 ทั้ง 3 รุ่นนี้ จะโดดเด่นและแตกต่างอย่างไรบ้าง
** คลิกที่ภาพเพื่อขยายขนาดเต็ม
ดีไซน์และการออกแบบ
       มาเริ่มกันที่การออกแบบของทั้ง 3 รุ่นกันก่อน โดยทั้ง iPhone 6S, iPhone 6S Plus และ Samsung Galaxy Note 5 มาพร้อมกับบอดี้แบบโลหะเหมือนกันทั้ง 3 รุ่น และเป็นอะลูมิเนียมเกรด 7000 เหมือนกันอีกด้วย แน่นอนว่า ในเรื่องของความแข็งแกร่ง, ทนทาน และพรีเมียม ทั้ง 3 รุ่นนี้ สูสีกันแบบเห็นๆ
       ส่วนขนาดตัวเครื่อง ถึงแม้ว่า Samsung Galaxy Note 5 จะมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่กว่าถึง 5.7 นิ้ว แต่กลับมีน้ำหนักตัวเครื่อง เบากว่า iPhone 6S Plus ที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้วเสียอีก แต่เรื่องความบางนั้น Samsung Galaxy Note5 หนากว่าเล็กน้อย
หน้าจอแสดงผล
       สำหรับ Samsung Galaxy Note5 นอกจากจะมาพร้อมกับหน้าจอใหญ่ถึง 5.7 นิ้วแล้ว ยังมาพร้อมกับความละเอียดระดับ QHD 2560 x 1440 พิกเซล อีกด้วย ในขณะที่ iPhone 6S Plus มาพร้อมกับหน้าจอความละเอียดระดับ Full HD 1080p เท่านั้น ทั้งๆ ที่ มือถือเรือธง ส่วนใหญ่ เริ่มใช้หน้าจอความละเอียดระดับ QHD กันหมดแล้ว ซึ่งในส่วนของการแสดงผล ถือว่า Samsung Galaxy Note 5 ค่อนข้างเหนือกว่า
       อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่า Samsung Galaxy Note 5 จะได้เปรียบในเรื่องของหน้าจอใหญ่ แต่ในเรื่องของการพกพา คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มือถือหน้าจอเล็ก พกพาได้สะดวกมากกว่า แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความชอบด้วยครับ
หน่วยประมวลผล
       iPhone 6S และ iPhone 6S Plus มาพร้อมกับชิปเซ็ต Apple A9 และ M9 ซึ่งยังไม่มีข้อมูลระบุอย่างแน่ชัดว่า ชิปเซ็ตรุ่นนี้ เป็นแบบ Dual-Core หรือ Quad-Core Processor กันแน่ รวมไปถึงข้อมูลในเรื่องของ หน่วยความจำ RAM ที่มีข่าวลือว่า อาจจะมาพร้อมกับหน่วยความจำ RAM ขนาด 2 GB ซึ่งคงต้องรอการพิสูจน์จากทาง iFixit อีกทีหนึ่ง
       ส่วน Samsung Galaxy Note 5 จัดเต็มด้วย หน่วยประมวลผลแบบ Octa-Core Processor (Exynos 7420 chipset) ความเร็ว 2.1 GHz และหน่วยความจำ RAM ขนาด 4 GB เรียกได้ว่า เร็วและแรงไม่แพ้รุ่นใด แต่จะแรงกว่า iPhone 6S และ iPhone 6S Plus หรือไม่ คงต้องรอ Benchmark พิสูจน์กันต่อไป
กล้องถ่ายรูป
       เรียกได้ว่า ในปีนี้ แอปเปิล ได้ยืดอกอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว เพราะ iPhone 6S และ iPhone 6S Plus มาพร้อมกับกล้องด้านหน้า ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ทัดเทียมกับ มือถือเรือธง รุ่นอื่นๆ แต่ล้ำหน้ากว่าด้วยไฟแฟลชแบบ Retina Flash ซึ่งจุดเด่นนี้ น่าจะช่วยดึงให้คนกลับมาใช้ iPhone ได้ไม่ยาก รวมไปถึงกล้องด้านหลัง ที่ปรับความละเอียดเป็น 12 ล้านพิกเซลแล้ว อีกทั้ง ยังรองรับการถ่ายคลิปวีดีโอความละเอียดสูงสุดถึง 4K อีกด้วย
       นอกเหนือจากไฟแฟลชแบบ Retina Flash และปรับความละเอียดของกล้องถ่ายรูปทั้งด้านหน้า และด้านหลังแล้ว ยังได้เพิ่มโหมดการถ่ายรูปแบบ Live Photos ที่เปลี่ยนภาพนิ่งธรรมดาๆ ให้เคลื่อนไหวได้ สร้างลูกเล่นให้กับการถ่ายภาพได้อีกส่วนหนึ่ง
       ส่วน Samsung Galaxy Note 5 ก็ไม่น้อยหน้า จัดเต็มทั้งกล้องด้านหน้าและด้านหลังเช่นกัน โดยกล้องด้านหน้า มาพร้อมกับความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และกล้องด้านหลัง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงกว้างสูงสุด F/1.9 ทั้งกล้องด้านหน้า และด้านหลัง เรียกได้ว่า หมดปัญหาการถ่ายรูปในที่แสงน้อยไปเลย เพราะรับประกันความคมชัดและสว่างสดใสแน่นอน รวมไปถึงลูกเล่นด้านการถ่ายภาพ Samsung Galaxy Note 5 มีมากกว่า iPhone 6S และ iPhone 6S Plus เสียอีก
การเชื่อมต่อ
       ทั้ง iPhone 6S, iPhone 6S Plus และ Samsung Galaxy Note 5 ต่างรองรับ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 4.2, NFC, GPS + A-GPS + GLONASS เหมือนกัน ส่วนด้านการเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิล Samsung Galaxy Note 5 ใช้พอร์ต microUSB 2.0 ในขณะที่ iPhone 6S และ iPhone 6S Plus ใช้พอร์ต Lightning ซึ่งถ้าพูดถึงความสะดวกในการใช้ยามฉุกเฉิน ต้องบอกว่า พอร์ตแบบ microUSB 2.0 สะดวกมากกว่า เนื่องจากมือถือหลายรุ่นต่างก็ใช้พอร์ตแบบนี้ ในขณะที่พอร์ตแบบ Lightning จะต้องเป็นผู้ใช้ iPhone 5 ขึ้นไปเท่านั้น จึงจะมีสายชาร์จแบบนี้
เซ็นเซอร์ต่างๆ
       ทั้ง 3 รุ่น ต่างมาพร้อมกับเซ็นเซอร์พื้นฐานอย่าง Accelerometer Sensor, Gyro Sensor และ Proximity Sensor อยู่แล้ว รวมไปถึงเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ บนปุ่ม Home อีกด้วย แต่สิ่งที่ Samsung Galaxy Note 5 เหนือกว่า ก็คือ มีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ที่ด้านหลังตัวเครื่องอีกด้วย ในขณะที่ผู้ใช้ iPhone จะต้องวัดผ่าน Apple Watch แทน

iPhone 6S, iPhone 6S Plus กับ Samsung Galaxy Note 5 รุ่นไหน คุ้มค่ามากกว่ากัน?
       คำถามนี้ คงเป็นเรื่องที่ตอบได้ยากสักหน่อย เนื่องจากทั้ง 3 รุ่นก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป ด้าน iPhone 6S กับ iPhone 6S Plus สเปคไม่ทิ้งห่างกันเท่าไหร่ เชื่อได้ว่า สาวกคงจะตัดสินใจเลือกเองได้ไม่ยาก โดยเฉพาะผู้ที่ยังใช้ iPhone รุ่นเก่าอยู่ อย่าง iPhone 4S, iPhone 5 หรือ iPhone 5S น่าจะได้เวลาเปลี่ยนมาใช้กันแล้ว หรือผู้ที่ใช้ iPhone 6 กับ iPhone 6 Plus อยู่ก่อนแล้ว ก็มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนด้วยเช่นกัน เนื่องจากอยากลองของใหม่อย่าง Force Touch และ 3D Touch
       สำหรับจุดเด่นในแต่ละด้านระหว่าง iPhone6S / iPhone 6S Plus และ Samsung Galaxy Note 5 ทีมงานขอสรุปไว้เป็นข้อๆ ดังนี้
1. ด้านการแสดงผล
       หากวัดกันที่การแสดงผล คงจะตัดสินได้ไม่ยากว่า Samsung Galaxy Note 5 เหนือกว่าในด้านนี้ เนื่องจากมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผล ที่มีความละเอียดสูงถึงระดับ QHD ในขณะที่ iPhone 6S Plus ความละเอียดหน้าจออยู่ที่ระดับ Full HD เท่านั้น ซึ่งมือถือเรือธงส่วนใหญ่ จะมาพร้อมกับหน้าจอระดับ QHD กันหมดแล้ว
2. กล้องถ่ายรูป
       Samsung Galaxy Note 5 เหนือกว่าในเรื่องของกล้องด้านหลัง ที่มาพร้อมกับความละเอียดถึง 16 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงกว้างสูงสุด F/1.9 ตอบสนองต่อการใช้งานในที่แสงน้อยได้ดี อีกทั้งยังมีลูกเล่นและโหมดการ ถ่ายภาพยังมีให้เลือกใช้มากกว่า ส่วน iPhone 6S / iPhone 6S Plus เหนือกว่าในเรื่องของกล้องด้านหน้า ที่ถึงแม้จะมาพร้อมกับความละเอียด 5 ล้านพิกเซล เหมือนกับ Samsung Galaxy Note 5 แต่มีไฟแฟลชแบบ Retina Flash ในตัว ฉะนั้น ถ้าหากใช้งานด้าน Selfie ถือว่า iPhone 6S / iPhone 6S Plus ดีกว่า
3. การประมวลผล
       ถ้าหากมองในเรื่องฮาร์ดแวร์ ณ ชั่วโมงนี้ ต้องบอกว่า Samsung Galaxy Note 5 เหนือกว่า เนื่องจากมาพร้อมกับหน่วยความจำ RAM ขนาด 4 GB และซีพียูแบบ Octa-Core Processor แต่ก็ยังสรุปไม่ได้ว่า จะประมวลผลได้เร็วกว่า iPhone 6S / iPhone 6S Plus เพราะต้องรอผลการทดสอบ Benchmark มายืนยันอีกครั้ง เนื่องจากทั้ง 2 รุ่น ใช้ระบบปฏิบัติการที่ต่างกันนั่นเอง
4. เทคโนโลยีใหม่ๆ
       iPhone 6S / iPhone 6S Plus ถือว่า เป็นรุ่นที่มีการอัปเกรดมากกว่า iPhone รุ่นอื่นๆ เพราะนอกจากจะอัปเกรดทั้งชิปเซ็ต และกล้องถ่ายรูปแล้ว ยังได้เพิ่มเทคโนโลยีน้องใหม่แกะกล่องอย่าง Force Touch และ 3D Touch เพิ่มเข้ามา แต่ก็ต้องมองกันต่อไปยาวๆ ว่า เทคโนโลยีดังกล่าว จะมีความจำเป็นต่อการใช้งานมากแค่ไหน เช่นเดียวกับสมัยที่ Apple เปิดตัว Touch ID ที่หลายๆ คนมองว่า เป็นฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็น แต่ ณ ปัจจุบัน Touch ID หรือการสแกนลายนิ้วมือ เป็นสิ่งจำเป็นต่อการใช้งานสมาร์ทโฟนไปเสียแล้ว
       ส่วน Samsung Galaxy Note 5 มาพร้อมกับเทคโนโลยี UHQ Upscaler ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพเสียงของทั้ง เพลง และวีดีโอ ให้มีรายละเอียดดีขึ้น และคมชัดขึ้น ซึ่งทางทีมงาน techmoblog ก็ได้ทำการพิสูจน์ในบทความรีวิวไปแล้วว่า เสียงคมชัดขึ้นกว่า Samsung Galaxy Note 4 จริง แต่สำหรับข้อนี้ คงต้องยกให้ iPhone 6S / iPhone 6S Plus เหนือกว่า เนื่องจากเทคโนโลยี Force Touch และ 3D Touch ยังไม่เคยมี สมาร์ทโฟน รุ่นใดมีมาก่อนนั่นเอง
5. ราคา
       ปิดท้ายด้วยด้านราคากันบ้าง Samsung Galaxy Note 5 เคาะราคามาแล้ว อยู่ที่ 25,900 บาท ส่วน iPhone 6S และ iPhone 6S Plus คงต้องลุ้นกันต่อไปว่า จะเคาะราคาเปิดตัวมาสูงหรือต่ำกว่านี้

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558

ชมคลิปวีดีโอตัวอย่างการใช้งาน iPhone 6s และ Apple Pencil กันก่อนขายจริง...

        ไหนๆ ก็ผ่านวันเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของทาง apple มาแล้ว เพื่อนๆ คงอยากรู้กันแล้วใช่ไหมว่าแต่ละอย่างที่เปิดตัวมานั้นมีการใช้งานจริงยังไงบ้าง ทำอย่างไร และจะดูดีสวยงาม หรูหราขนาดไหนลองไปชมกันได้เลยครับ


        เริ่มต้นเรามาดูพระเอกที่ทุกคนต่างเฝ้ารอเจ้า iPhone 6s ที่ออกมาใหม่กันก่อนดีกว่าว่ามันจะมีวิธีการใช้งาน และหน้าตาอย่างไรกันบ้าง

คลิปแนะนำการใช้งาน iPhone 6s

ที่มา: TechCrunch
        ถัดมาก็จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก iPad Pro ที่รอมาเนิ่นนาน...ซึ่งผู้ที่ทดลองการใช้งานก็คงจะหนีไม่พ้น TechCrunch เจ้าเดิมนั่นเอง ^^
คลิปแนะนำการใช้งาน iPad Pro

ที่มา: TechCrunch

        เมื่อดู iPad Pro กันไปแล้วคราวนี้มาดูสิ่งที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาพร้อมกันอย่าง Apple Pencil กันบ้างดีกว่าว่าการตอบสนองการใช้งานโดยรวมแล้วจะเป็นยังไง ลื่นไหลขนาดไหน ลองไปชมกันเลยละกันครับ

คลิปแนะนำการใช้งาน Apple Pencil

ที่มา: TechCrunch
        และที่เด่นๆ อีกอย่างนึงที่ทำให้เหล่าสาวกทึ่งกันถ้วนหน้านั่นคือ Apple TV ที่ในงานเปิดตัวก็ได้เรียกเสียงฮือฮาออกมาได้มากมาย ทั้งความสามารถที่เพิ่มเติมเข้ามาอย่างการซื้อขายสินค้าออนไลน์ การเล่นเกมโดยใช้รีโมทพิเศษที่ใช้แทนจอยสติ๊กในการควบคุม ไม่พูดมากละเอาเป็นว่าไปดูกันดีกว่า

คลิปแนะนำการใช้งาน Apple TV



ที่มา: TechCrunch

        เป็นยังไงบ้างครับ คลิปด้านบนเป็นเหมือนการพรีวิวการใช้งานคร่าวๆ ให้เพื่อนๆ ได้ชมกันก่อนที่จะวางขายในไทยนั่นเอง...ใครเล็งอะไรไว้ก็เตรียมตัว เตรียมเงินไว้ให้ดีนะฮะ ที่สำคัญควรศึกษาการใช้งานนให้เข้าในนะครับ เพราะราคาแต่ละชิ้นค่อนข้างสูง อยากให้เพื่อนๆ ใช้กันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุดนะครับ ^^

บทความโดย: Mr. บอมบ์

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

10 สิ่งที่ Apple ย้อมแมวชาวบ้านแล้วบอกว่า “นี่คือของใหม่“ (จากสาวกแอนดรอยด์)

      นวัตกรรมนั้นมีหลากหลายมากในปัจจุบัน แต่มันก็ต้องมีเรื่องที่ให้กัดกันเล่น ๆ อยู่เรื่อยไป ไม่เว้นแม้กระทั่ง  ผู้ผลิตสินค้าคอมพิวเตอร์เจ้าของ iPhone, iPad และอื่น ๆ ที่ต้องออกมาหาเรื่องว่าฉันมีก่อน มาดูกันว่า สิ่งที่ Apple โม้ว่าฉันพึ่งคิดได้ แต่ความจริงนั้น มีคนทำได้ก่อนหน้าตั้งชาตินึงจนเรียกว่า ย้อมแมว จะมีอะไรบ้าง?

RAM 2GB ใน iPhone 6s


      สิ่งแรกที่ต้องพูดกันก่อนกับ RAM ของเครื่องที่ iPhone 6s จะให้มาที่ 2GB แต่ดูชาวบ้านก่อน ไม่ว่าจะเป็น LG G4, Galaxy Note 5, Huawei P8 และรุ่นท็อปในตอนนี้ ต่างก็ใช้ RAM 3-4GB ออกมาเป็นแถว แล้วและมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า ส่วน iPad Pro ต้องยกให้เขาไปเพราะ RAM 4GB ตอนนี้บน Tablet ยังไม่มีออกมาสักเท่าไหร่ (ส่วนตัวผมคิดว่าระบบปฏิบัติการของ iOS เค้าสามารถจัดสรรทรัพยากรได้ดีกว่านะครับ สังเกตุง่ายได้จากเอาเครื่องทั้งแอนดรอยด์ และไอโฟนมาวางข้างกัน จากนั้นทดสอบเข้าเล่นเกมเดียวกัน ใช้งานต่างๆ เหมือนกัน จะพบว่าไอโฟนก็สามารถทำงานได้โดยที่ไม่มีการหน่วงเลยเหมือนกับแอนดรอยด์ทั้งที่มี RAM น้อยกว่าเท่าตัว หรือหลายเท่าเลยทีเดียว!!)
หน้าจอ 3D Touch
      อันนี้ต้องพูดเลยเพราะว่าความจริงนั้น Huawei Mate S เปิดตัวด้วยจอที่สามารถกดได้หลายระดับหรือเรียกว่า Force Touch มาก่อน ซึ่ง Apple เรียกว่า 3D Touch เหตุเพราะว่าวีดีโอการสาธิตแสดงภาพเหมือน 3D และไม่อยากให้ไปซ้ำกับเทคโนโลยี Force Touch ใน Touch Pad ของ Macbook ซึ่งเอาเถอะ (ไหนๆ ก็จะทำหน้าจอที่รองรับแรงกดได้ทั้งทีจะทำตามคนอื่นเค้าทื่อๆ ได้ยังไงจริงป่ะ อิอิ มันก็ต้องมี Adapt กันบ้างสิฮะ...แต่ถ้าจะให้อธิบายถึงข้อแตกต่างระหว่าง Force Touch กับ 3D Touch มันก็มีหลายอย่างอยู่นะครับ ส่วนเรื่องที่ว่าอันไหนใช้งานได้ง่ายกว่า ดีกว่าก็ต้องให้ผู้ใช้งานจริงเป็นคนบอกเองละกันเนอะ ผมมิบังอาจไปฟันธงหรอกครับ ><)
Retina Flash
      ถ้ากล้องหน้ามืดไป จะทำอย่างไร Apple บอกว่า ก็ใช้ Retina Flash ช่วยก็จบเรื่อง แต่ช้าก่อนท่าน ถ้าท่านจะบอกว่าเทคโนโลยีนี้ใหม่แล้วล่ะก็ ขอบอกว่า มันไม่ใหม่นะครับ เจ้าแรกที่ทำต้องยกความดีให้ LG ซึ่งมีเทคโนโลยีเพิ่มกรอบความสว่างของภาพ โดยมีตั้งแต่ LG G3 แล้วครับ และ G4 ก็พัฒนาให้เก่งขึ้นกว่าเดิมและเนียนขึ้นอีก (Retina Flash ในที่นี้ขอขยายความให้เข้าใจนิดนึงนะครับ มันคือการใช้หน้าจอที่สว่างๆ เพื่อช่วยในการถ่ายภาพนั้นเอง ซึ่งของทาง apple ได้ออกแบบมาเพื่อใช้งานควบคู่กับการถ่ายรูปกล้องหน้า โดยจะมีเซ็นเซอร์รับแสง ณ ขณะนั้นแล้วทำการประมวลผลค่าแสงออกมาแล้วส่งต่อไปยังส่วนควบคุมความสว่าง และสีของหน้าจอเพื่อให้ได้ภาพที่เป็นธรรมชาติที่สุด สวยงามที่สุด ส่วนใน LG นั้นจะเป็นการถ่ายภาพไปก่อนจากนั้นก็ค่อยเอาไปปรับค่าแสง และอื่นๆ ในซอฟต์แวร์อีกทีนึงนั่นเอง...)
Apple Pencil
      เย้ และแล้ว Apple ก็มีดินสอกับเขาสักที อันนี้คงเป็นคำที่สาวกคงพูดกันออกมาในวันเปิดตัว iPad Pro แต่หารู้ไม่ว่าที่จริงเทคโนโลยีปากกาเขียนได้นั้นมีมาตั้งนานแล้ว ซึ่งต้นตำรับที่แท้จริง แน่นอนว่าจะต้องเป็น Samsung ถ้าใครจำ Galaxy Note รุ่นเล็กยันตัวใหญ่ อย่าง Note 10.1 2014 Edtion หรือ Note Pro 12.2 ที่หลายคนลืมไปแล้ว มันก็มี และความแม่นยำไม่ต่างกันเลย ที่เขียนได้เพราะความฉลาดของปากกาที่เรียกว่า S Pen นั่นแหล่ะ และดีกว่าที่ไม่ต้องชาร์จไฟด้วย ขณะที่ Apple ต้องชาร์จไฟอยู่ ข้อนี้กัดก้อนเกลือคำพูดจากท่าน ศาสดา Steve Jobs แท้ๆ (นอกจากเรื่องที่ต้องชาร์จไฟแล้วตัวดินสอของ apple เองยังสามารถรับรู้แรงกดได้เยอะมากทีเดียว สังเกตุได้จากทีเซอร์เปิดตัวนั่นเอง สามารถเขียนเส้นหนัก เบาได้อย่างกับใช้ปากกา หรือพู่กันนั้นๆ จริงๆ เลยแถมการตอบสนองยังรวดเร็วแม่นยำ แทบจะไม่มีอาการหน่วงขณะเขียนเลยทีเดียว และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือทาง apple ออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง iPad Pro ออกมาซึ่งมันมีขนาดจอที่ใหญ่กว่า iPad ในขนาดปกติพอสมควร การนำปากกาเข้ามาก็ถือว่าเป็นตัวเลือกหนึ่งที่จะทำให้การใช้งานสะดวกขึ้นนั่นเอง...)

Smart Keyboard (เหมือน Microsoft Surface เลย)
      ต่อจาก Apple Pencil ก็จะมีเรื่องของ Smart Keyboard กันต่อ ซึ่งหน้าตานั้นถ้าดูดี ๆ มันจะเหมือนกับ Microsoft Surface 3 Pro ของ Microsoft ประมาณว่า ฉันใหญ่แล้วฉันต้องมี Keyboard แยกร่างออกมาบ้าง นี่เหรอที่เรียกว่าของใหม่ แต่ประโยชน์มันก็มีที่ สามารถพิมพ์ข้อความได้สะดวกขึ้น ว่าแต่ ทำไมไม่มีให้เลือกตั้งนานแล้วล่ะ (เนื่องจาก Concept ของ iPad ตามความตั้งใจเดิมของท่านศาสดาเค้าว่าไว้ iPad คือสิ่งที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานให้กับผู้ใช้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีอุปกรณ์เสริมอะไรเยอะแยะ พกพาไม่สะดวก แต่ในปัจจุบันนี้อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปแล้วล่ะเนอะ...)
Spilt View (มันคือ Multi Tasking ของ Android นี่แหล่ะ)
      การใช้งาน 2 หน้าจอพร้อมกัน ที่เริ่มใช้ได้ใน iPad Air 2 และ iPad Pro เป็นครั้งแรก ทำให้ iOS ก้าวข้ามการใช้งาน 1 Apps ไปได้อย่างมากและเพิ่มความสะดวกสบาย นั่นคือคำพูดของคนที่เป็นสาวก แต่ทั่วไป Android ทำได้มานานแล้ว และหน้าจอสลับ Screen Android ก็ทำได้มานานเช่นเดียวกัน (อันนี้แหละเป็นสิ่งที่สาวกบ่นอยากได้มานานแล้ว หลังจากที่เห็นฝั่งหุ่นกระป๋องทำได้ ทีนี้ก็จะไม่ต้องสลับ App ไปมาระหว่างการใช้งานอีกต่อไปแล้ว ในตอนงานเปิดตัวนะ ผมตะโกนดังๆ เลยว่า "ในที่สุด iOS มันก็ทำได้สักทีเว้ยเฮ้ยยย!!")
Hey Siri
      เป็นคำสั่งที่สามารถเรียกใช้งาน Siri ได้ทันที ถูกติดตั้งใน iOS 9 เป็นครั้งแรก เช่นเดียวกับเทคโนโลยีเรียกคำสั่งจาก Google Now เพียงแค่พูดว่า OK Google มันก็จะทำงานตามคำสั่งเสียงของเราแล้ว สรุปว่านี่จะบอกว่า Siri ก็ทำได้แล้วสินะ (ก่อนที่ iOS 9 จะมามันก็ทำได้อยู่นะ แต่ต้องเข้าไปตั้งค่าแล้วก็จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเสียสายชาร์จอยู่เท่านั้น พูดว่า "หวัดดี สิริ" มันก็เข้าเมนูรับคำสั่งเสียงได้เลย...แต่ที่ apple เอามาชูเป็นจุดเด่นใน iOS 9 อาจะเป็นเพราะว่าเค้าดูถึงความสะดวกในการเรียกใช้งานมากว่านะครับ ^^)
กล้องที่หลัง 12 ล้านพิกเซล/หน้า 5 ล้านพิกเซล + ถ่ายวีดีโอ 4K
      กล้องของ iPhone 6s นั้นมีการเปลี่ยนแปลงที่ความละเอียดมากขึ้น โดยกล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล, กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล และกล้องหลังสามารถถ่ายวีดีโอระดับ 4K ได้ แถมมี OIS ในตัว เรียกเสียงกรี้ดลั่นจากสาวกได้มากมายในงานพอสมควร แต่ช้าก่อนครับมาดูคู่แข่งอย่าง Galaxy Note 5 ที่ให้กล้อง 16 ล้านพิกเซล พร้อมระบบกันสั่น และรองรับการถ่ายวีดีโอ 4K หรือจะเป็น LG G4 ก็ทำได้มาตั้งแต่ช่วงมิถุนายนที่ผ่านมาแล้ว เอิ่ม พูดไม่ออกเลยอะดิ (นับเป็นพระคุณอย่างยิ่งที่ทาง apple ยอมปรับทิศนคติเกี่ยวกับกล้องของไอโฟน เพราะเดี๋ยวนี้ทางฝั่งแอนดรอยด์เค้ามาเน้นเรื่องกล้องได้แจ่มมากมายจริงๆ โดยเฉพาะซัมซุง แอลจี หัวเหว่ย ออปโป้ เป็นต้น)
iPhone 6s กับบอดี้ อะลุมิเนียมเกรด 7,000
      "เรื่องการหักงอของ iPhone 6s จะเกิดขึ้นน้อยลงเพราะเราใช้บอดี้ที่แข็งแรงเกรดอะลุมิเนียม 7,000 ที่แข็งแรงขึ้นน้ำหนักเบาลงแต่ยอมหนาสักหน่อยนะ" ครับใช่มันแข็งแรงจริง แต่หารู้ไม่ ที่ Samsung ชิงตัดหน้าเปิดตัว Galaxy Note 5 และ Galaxy S6 edge + ก็เพราะว่า เขาใช้ชิ้นส่วนแบบเดียวกันนี่แหล่ะ เพราะคงกลัวเครื่องหักเหมือนกันล่ะนะ (เป็นเพราะทาง Apple ต้องการปรับขนาดของ iPhone ให้เล็กลงมากเกินไปจึงอาจจะลืมเรื่องของความแข็งแรงของตัวเครื่อง จึงเป็นปัญหาอย่างที่รู้กันใน iPhone 6 แต่ใน iPhone 6s ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุใหม่แข็งแรงกว่าเดิม ส่งผลให้ตัวเครื่องหนากว่าเดิม และหนักกว่าเดิมนิดหน่อย ซึ่งผมว่ามันก็ไม่ได้กระทบอะไรกับการใช้งานเลยนะ เพราะว่ามันแทบจะไม่รู้สึกเลยว่ามันเพิ่มขึ้นมา)
Live Wallpaper + Live Photos
      การถ่ายภาพเคลื่อนไหวนั้นทำได้สนุกและเต็มที่กว่าเดิมด้วยการกดค้างที่หน้าจอสามารถบันทึกวีดีโอสั้นได้และนำไปแสดงผลกับอุปกรณ์ Apple ได้ เทคโนโลยีนี้เหมือนกับ HTC Zoe และอีกสิ่งคือ Wallpaper ที่ขยับได้นั้น Android มีมาให้ตั้งแต่ Android 4.0 แล้วนะครับ (อันนี้ค่อนข้างเห็นด้วยครับว่าในแอนดรอยด์มีให้ใช้งานก่อนหน้านี้แล้วจริงๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่จะต้องมีการก้าวหน้าเป็นธรรมดา ส่วนเรื่องของประสิทธิภาพการใช้งานคงจะต้องลองทดสอบด้วยตัวของท่านเองแล้วล่ะครับว่าของใครจะดีกว่ากัน แต่ถ้ามันแย่กว่าของทางฝั่งแอนดรอยด์ก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ!!)

      ทั้งหมดที่ผมนำมาบอกกันในวันนี้ มันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนัก แต่คงไม่มีใครบอกให้คุณผู้อ่านได้รู้ เช่นเดียวกับผู้ผลิตบางรายที่ใส่เทคโนโลยีนี้มา แต่ไม่ได้บรรยายคุณสมบัติทำให้ Apple นำไปพัฒนาใหม่ แล้วเอามาเล่าจนทำให้เกิดความสนใจนั่นเอง แสดงให้ถึงพลังการ Present ของ Apple ที่พิชิตใจคนได้มากอยู่จนทำให้ผลิตภัณฑ์ของเขาขายดีจนถึงตอนนี้นั่นเอง