ติดตามข่าวสารอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ thaizones.net นะครับ.. ^0^. ขับเคลื่อนโดย Blogger.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ android แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ android แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

คาด Apple เตรียมเปิดโปรแกรมให้ผู้ใช้ Android เอาเครื่องมาแลกซื้อ iPhone ได้

ภายหลังที่ Tim Cook ได้เปิดแสดงตนว่า iPhone 6 พร้อมด้วย iPhone 6 Plus ทำให้ตัวเลขผู้ที่ขนย้ายค่ายมาจาก Android เพิ่มขึ้นมากสุดเท่าที่เคยมีมา ทำให้แอปเปิลเร่งเพิ่มแรงจูงใจมากขึ้น ด้วยการเปิดโปรแกรมนำ Android มาแลกซื้อ iPhone
โดยคาดว่าโปรแกรม Trade-in นี้จะคล้ายกับโปรแกรมเดิมที่เราทำได้นำสินค้าของแอปเปิลไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Mac มาแลกเป็น Gift Voucher ได้ที่ร้าน Apple Store
ทั้งนี้แหล่งข่าวจาก 9to5mac เปิดเผยว่าแอปเปิลเตรียมขยายโปรแกรมนี้เพื่อผู้ใช้ Android ซึ่งมูลค่าของเครื่องที่แลกได้ ก็ขึ้นอยู่กับสภาพพร้อมด้วยอายุใช้งานของแต่ละเครื่องอีกด้วย
ก่อนหน้านี้แอปเปิลได้ทำหน้าเว็บแนะนำขั้นตอนต่างๆ ด้วยว่าผู้ที่ใช้ Android แล้วมุ่งหมายเปลี่ยนมาเป็น iPhone มาแล้ว ซึ่งคาดว่าโปรแกรมนี้คราวเริ่มมา น่าจักจูงใจผู้ใช้ Android ให้เลื่อนค่ายมาไม่น้อยเลยทีเดียว

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2558

เผยเคล็ดลับ วิธีเพิ่มความเร็ว Android ให้ไหลลื่น ไม่สะดุด

เผยเคล็ดลับ วิธีเพิ่มความเร็ว  ให้ไหลลื่น ไม่สะดุดทุกแอปพลิเคชัน ทำได้ง่ายๆ ภายใน 1 นาที
สำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) หลายๆ ท่านอาจจะเกิดปัญหากับการใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ ที่เมื่อเปิดใช้งานแอปพลิเคชันนั้นแล้วไม่ลื่นไหล หรือมีสะดุดไม่ทันใจบ้างเป็นบางครั้ง หรืออาจจะถึงขั้นบ่อยครั้ง
โดยวันนี้ทางทีมไทยโมบายเซ็นเตอร์จะมาแนะนำเคล็ดลับดีๆ ง่ายๆ ที่จะช่วยเพิ่มความเร็วมือถือสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ของคุณให้ไหลลื่น ไม่สะดุดทุกแอปพลิเคชัน ทำได้ง่ายๆ ภายใน 1 นาที ให้ผู้อ่านได้ชม และลองทำตามกันดูครับ

ขั้นตอนที่ 1 การเปิดโหมด Developer Options
โดยโหมดนี้แม้จะเป็นโหมดที่ออกแบบมาสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่ผู้ใช้งานทั่วไปก็สามารถเข้าใช้งานโหมดนี้ได้เช่นกัน และไม่ส่งผลให้เกิดปัญหากับระบบการทำงานของเครื่อง หรือการรับประกันเครื่องแต่อย่างใด สำหรับโหมดนี้การเข้าไปเปิดใช้งานนั้น เมนูต่างๆ ของแต่ละแบรนด์ และแต่ละรุ่น จะแตกต่างกันไป แต่โดยหลักๆ แล้วก็จะมีความคล้ายคลึงกัน สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้โดยง่าย โดยขั้นตอนแรกให้ผู้ใช้งานเข้าไปที่หน้า Settings และกดเลือก About Phone
ต่อไปให้กดเลือก Device information (สำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ อาจจะใช้คำที่แตกต่างกันไป เช่น About device) จากนั้นกดเลือกต่อไปที่ Build number เมื่อถึงตรงส่วนนี้ผู้ใช้งานต้องกดย้ำๆ ให้ครบ 4 ครั้ง ถึงจะมีข้อความขึ้นมาว่า "You are now a developer"
ขั้นตอนที่ 2 การเข้าไปปรับการตั้งค่าในส่วนของ Animation
เมื่อทำตามขั้นตอนที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะมีเมนู Developer options หรือ โหมดสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ แสดงขึ้นมาในหน้า Settings ซึ่งเมนูจะอยู่ด้านบนของ About phone ซึ่งภายในเมนู Developer options เราสามารถปรับการทำงานในโหมด Animation ได้ โดยให้เข้าไปที่โหมด Developer Options แล้วเลื่อนขึ้นมาจนถึงหัวข้อ Drawing ก็จะมีเมนู Animation ให้เลือกปรับแต่งอยู่ด้วยกัน 3 เมนู ประกอบไปด้วย Window animation scale, Transition animation scale และ Animator duration scale
โดยค่าเริ่มต้นของแต่ละอย่างจะอยู่ที่ค่า 1x เท่านั้น จากนั้นให้ผู้ใช้งานปรับค่าไปที่ .5x เพื่อลดค่า Animation ให้ต่ำลง หรือมีการหน่วงเวลาน้อยลงนั่นเอง หรือหากจะไม่ให้มีการหน่วงเวลาเลย และให้การทำงานดูรวดเร็วฉับไวที่สุดก็ให้ปรับค่าเป็น off เลยก็ได้เช่นกัน แต่หากเราปรับเป็น off แล้วการแสดงผล Animation ในแต่ละแอปพลิเคชันจะหายไป อาจจะดูไม่สวยงามเนียนตา แต่ก็จะทำให้การใช้แอปพลิเคชันต่างๆ ดูไหลลื่นรวดเร็วทันใจกว่าเดิมอย่างแน่นอน
ผลการทดสอบการปรับค่า Animation ทั้ง 3 เมนู
ค่าเริ่มต้น 1x หรือ .5x เมื่อเปิดแอปพลิเคชันต่างๆ จะเห็นว่ามีหน้าต่าง Animation แสดงขึ้นมาคั่นกลางในตอนแรก
แต่หากเราปรับค่า Animation ทั้ง 3 ค่า ให้เป็น off เมื่อเปิดแอปพลิเคชันต่างๆ จะไม่มี Animation แสดงขึ้นมาคั่นกลางเลย ซึ่งจะช่วยให้การทำงานดูมีความรวดเร็วมากขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่เอฟเฟกต์สวยๆ หายไปด้วยเช่นกัน

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2558

บทวิจารณ์ Samsung Galaxy S6 การสูญเสียความเป็นตัวเอง เพื่อตาม iPhone 6

     ข่าวไอทีในช่วงสัปดาห์นี้ คงไม่มีข่าวไหนน่าสนใจไปกว่าการเปิดตัว  สมาร์ทโฟนที่ถือเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดกับ iPhone 6 ซึ่งก็มีเสียงวิจารณ์ของผู้ที่ได้รีวิวทดลองใช้จากต่างประเทศแตกต่างกันออก ไป สามารถหาอ่านได้จากทั้งเว็บไอทีหรือเว็บสาย Android
     เสียงวิจารณ์จากเว็บฝั่งแอปเปิลเองในต่างประเทศก็ค่อนข้างดุเดือดไม่แพ้ กัน เพราะสมาร์ทโฟนกลุ่ม Galaxy S ก็เป็นคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของ iPhone มาโดยตลอด และนี่คืออีกหนึ่งบทวิจารณ์จากฝั่งสาวกแอปเปิลต่อคู่แข่งรายนี้
samsung-galaxy-s6-vs-iphone-6เมื่อ Samsung ต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเอง
คุณยังจำโฆษณาเหล่านี้ได้หรือไม่
samsung-galaxy-s6-the-clone-war-3
     2012 – Samsung ทำโฆษณาโชว์ว่าเหนือกว่า iPhone ที่สามารถใส่เมม microSD เพิ่มได้
ภาพจากโฆษณาโชว์ Galaxy S ดึงแบตออกมาเปลี่ยนได้ ขณะผู้ใช้ iPhone ต้องนั่งติดผนัง
2012 – Samsung โฆษณาล้อเลียนผู้ใช้ iPhone ว่าแบตหมดก็ต้องเดินเข้าผนัง เพราะเครื่องเปลี่ยนแบตไม่ได้
samsung-galaxy-s6-the-clone-war.19 AM
2013 – Samsung ล้อเลียนว่า iPhone รุ่นใหม่ มีแค่ย้ายหูฟังมาอยู่ด้านล่าง
samsung-galaxy-s6-the-clone-war.31 AM
2014 – Samsung ทำโฆษณาท้า iPhone ว่าแน่จริงมาเล่น Ice Bucket Challenge เพราะกันน้ำไม่ได้
     แน่นอนว่าในตลาดมือถือระดับพรีเมียม (ราคาเกิน 20,000 บาทขึ้นไป) มีคู่แข่งอยู่มากมาย แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า 2 สมาร์ทโฟนที่ขายดีที่สุดคือ iPhone กับ Galaxy S
     ซึ่งตลอดที่ผ่านมาซัมซุงโฆษณาตัวเองด้วยการนำเสนอสิ่งที่ “ไม่มีในไอโฟน” ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์มากมาย, เปลี่ยนแบตได้, เพิ่มเมมได้, กันน้ำ และทำโฆษณาที่ไม่ใช่เพียงโชว์ว่าเหนือกว่า แต่บางครั้งก็ล้อเลียนผู้ใช้ไอโฟนเสียด้วยซ้ำ ซึ่งก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่าความสามารถเหล่านี้ไม่มีในไอโฟน
samsung-galaxy-s6-and-s6-edge
     แต่แล้วใน Galaxy S6 ที่เพิ่งเปิดตัวออกมา โฆษณาเหล่านั้นกลับมาย้อนเข้าตัวเอง เมื่อสเปคที่เผยออกมานั้น
     - Galaxy S6 ไม่มีช่องเสียบ microSD
     - Galaxy S6 เปลี่ยนแบตไม่ได้

     - Galaxy S6 กันน้ำไม่ได้
     - Galaxy S6 ย้ายหูฟังมาอยู่ด้านล่าง
     นอกจากนี้ การที่ไม่มี microSD ทำให้ต้องเพิ่มพื้นที่เครื่องรุ่นต่ำสุดให้เป็น 32GB รวมถึงโละแอพที่ไม่จำเป็นออกไปจำนวนมาก ทั้งที่เคยใช้โฆษณามาว่าทำได้หลากหลายมากกว่าไอโฟน
     การที่ต้องยอมลดทั้งความสามารถของเครื่องลง รวมถึงสิ่งที่เคยใช้โฆษณามาโดยตลอดก่อนหน้านี้ออกไป เหตุผลก็ไม่น่าจะมีอะไรมากไปกว่าเพื่อ …
samsung-galaxy-s6-the-clone-war-pic.25 AMลอก iPhone 6
     ปรากฏการณ์ความฮิตของ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus เป็นสิ่งที่หลายคนแม้แต่แอปเปิลเองก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อน กับยอดขายถล่มทลายในทุกประเทศ จนสร้างยอดขายทะลุ 74.5 ล้านเครื่องภายในเวลาแค่ 3 เดือน (เทียบปีก่อนหน้าแค่ 47.8 ล้านเครื่อง)
     จนแอปเปิลแซงซัมซุงขึ้น ไปเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ของโลกได้ในไตรมาสล่าสุด ทั้งที่ขายมือถือราคาสองหมื่นกว่าบาท เทียบกับคู่แข่งที่มีราคาหลักไม่กี่พันขายด้วย
     ประกอบกับยอดขายของ Galaxy S5 ที่ย่ำแย่กว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด จนทำให้กำไรของซัมซุงเองก็ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี โดยความเห็นส่วนใหญ่ก็พุ่งไปที่ “ดีไซน์” ของเครื่อง ที่ดูไม่สมกับราคาสองหมื่นบาทซักเท่าไหร่
samsung-galaxy-s6-vs-iphone-6-2
     ซัมซุงกลับมาพร้อมกับ Galaxy S6 ที่ใช้โลหะเป็นวัสดุด้านหน้าและด้านข้าง ส่วนด้านหลังนั้นเป็นกระจก ขอบด้านข้างทำโค้งมน ซึ่งหลายคนที่ได้เห็น รวมถึงนักข่าวเองก็ต่างช็อค และประสานเสียงออกมาว่ามันช่าง “ลอก iPhone 6″ โดยแท้
samsung-galaxy-s6-the-clone-war-pic.32 AM
samsung-galaxy-s6-the-clone-war-4
     อย่างไรก็ดีเสียงชื่นชมในความสวยงามก็ตามมาด้วยเช่นกัน ซึ่งน่าจะทำให้ Galaxy S6 ทำยอดขายได้ดีกว่าที่ S5 เคยทำไว้เมื่อปีก่อน ซึ่งการให้ความสำคัญกับดีไซน์ก็น่าจะเป็นเรื่องที่หลายคนมองข้ามสิ่งที่ขาด หายไปได้บ้าง
     แต่ถึงอย่างนั้น ดีไซน์ก็ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่ซัมซุงลอก iPhone 6 มา เพราะยังมี …
samsung-galaxy-s6-and-s6-edge-3
     ระบบสแกนลายนิ้วมือ ที่เลิกใช้แบบรูดนิ้วขึ้นลงแล้ว เปลี่ยนไปใช้แบบแตะ เหมือนกับ Touch ID
samsung-galaxy-s6-the-clone-war
     หน้าจอการใช้งานระบบสแกนลายนิ้วมือ ที่เหมือน Touch ID จนไม่น่าเชื่อ
samsung-pay
     ชื่อระบบการจ่ายเงินที่เรียก Samsung Pay ก็ช่างคล้ายกับ Apple Pay
samsung-galaxy-s6-the-clone-war-002
คีย์บอร์ดและระบบเดาคำ ก็ช่างคล้ายกับบน iOS 8

samsung-galaxy-s6-vs-iphone-6-cover
Galaxy S6 ยังคงเป็นคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของ iPhone 6
     ถึงแม้จะถูกสาวกหลายคนแซะอย่างหนักว่าเน้นลอก iPhone 6 แต่ถึงอย่างนั้น Galaxy S6 ก็ยังมีความสามารถที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่นระบบชาร์จไฟไร้สาย, ชาร์จไฟที่เร็วขึ้น, กล้องที่ดีขึ้น และสเปคอย่างโหด
     รวมถึงการให้ความสำคัญกับดีไซน์มาเป็นเรื่องหลัก ก็น่าจะทำให้หลายคนเลิกมองซัมซุงเป็นมือถือพลาสติกก๊อปแก๊บได้ระดับ หนึ่ง แต่ถ้าถามว่าจะสามารถดึงผู้ใช้ iPhone ให้ย้ายค่ายมาได้แค่ไหนนั้น ก็ยังคงเป็นคำถามอยู่ ในเมื่อตอนนี้แทบจะไม่มีอะไรเลยที่ Galaxy S6 ทำได้ แล้ว iPhone 6 ทำไม่ได้
     และคู่แข่งในกลุ่มสมาร์ทโฟน Android ที่ซัมซุงถูกถล่มอย่างหนักด้วยสงครามราคา มือถือแค่ไม่กี่พันก็มีสเปคเทพได้ อย่างเช่น Xiaomi, Zenfone ต่างก็ดึงตลาดผู้ใช้ไปได้มากเลยทีเดียว
     โดยสรุปแล้ว Samsung Galaxy S6 น่าจะขายดีกว่ารุ่นก่อนหน้า แต่การตัดสินใจลดจุดเด่นต่างๆ ที่เคยทำให้ตัวเองแตกต่างจากคู่แข่ง มาเป็นทำตามเพื่อให้แข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมียมได้นั้น ก็ดูจะเป็นการกลับมาที่ไม่สมศักดิ์ศรีเสียเท่าไหร่เลย
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

เทียบสเปค Apple Watch กับนาฬิกาอัจฉริยะรุ่นอื่นในตลาด

      เปรียบเทียบสเปค Apple Watch กับนาฬิกาอัจฉริยะรุ่นอื่นในตลาด รุ่นไหน รองรับการใช้งานได้ครอบคลุมที่สุด
      เปิดตัวรอบที่สองไปแล้วเมื่อช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา สำหรับ Apple Watch นาฬิกาอัจฉริยะจาก แอปเปิล ที่ได้มีการเผยราคาออกมาอย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน
      โดย ราคา Apple Watch นั้น เริ่มต้นที่ $349 หรือประมาณ 12,000 บาท แน่นอนว่า สูงกว่า  รุ่นอื่นในท้องตลาดมากเลยทีเดียว
      ด้วยเหตุนี้ เว็บไซต์ techcrunch จึงได้มีการเปรียบเทียบว่า ด้วยราคาเปิดตัวที่สูงขนาดนี้ Apple Watch จะมีจุดเด่นอะไรที่สามารถ สู้คู่แข่ง อย่างเช่น Pebble Time Steel, Asus ZenWatch, LG Watch Urbaneและ Moto 360 ได้บ้าง ลองมาดูตารางเปรียบเทียบกันครับ
      สำหรับจุดเด่นของ Apple Watch เมื่อเทียบกับ Smart Watch รุ่นอื่นๆ ก็คงจะเป็นเรื่องของ วัสดุที่ใช้ผลิต ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 3 แบบด้วยกัน ได้แก่ Aluminum, Stainless Steel และรุ่นทองคำ 18K โดยรุ่นที่ราคาถูกที่สุด ก็คือ รุ่นที่ตัวเรือนทำมาจาก Aluminum นั่นเอง
      ส่วนรุ่นถัดมา นั่นก็คือ รุ่นที่ตัวเรือนทำมาจาก Stainless Steel ซึ่งเป็นวัสดุที่แบรนด์อื่นๆ ใช้นั้น ถือว่า มีราคาจำหน่ายที่แพงกว่ามาก โดย Asus ZenWatch มีราคาจำหน่ายเพียงแค่ $199 ในขณะที่ Apple Watch รุ่นตัวเรือนแบบ Stainless ราคาสูงถึง $549 เลยทีเดียว
      อย่างไรก็ดี ในบรรดา Smart Watch ตามภาพข้างต้น รุ่นที่ดูจะคุ้มค่ามากที่สุด ก็คงจะเป็น Pebble Time Steel เพราะรองรับการใช้งานทั้งบน Android และ iPhone แต่รุ่นไหนจะดีที่สุดสำหรับการใช้งาน คงอยู่ที่ความชื่นชอบเป็นหลัก เพราะทุกรุ่น เน้นการใช้งานด้านสุขภาพนั่นเอง
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

Microsoft เปิดตัวคีย์บอร์ดพับได้พกพาสะดวก

Microsoft เปิดตัวคีย์บอร์ดพับได้ หรือที่เรียกว่า Universal Foldable Keyboard ที่สามารถเชื่อมต่อผ่านบลูทูธเพื่อให้ใช้งานได้กับสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต แถมยังสามารถพกพาได้สะดวกอีกด้วย
คีย์บอร์ดพับได้ไม่เพียงแต่ใช้งานได้กับ Microsoft เท่านั้นแต่ยังสามารถใช้งานกับระบบ iOS, Android และระบบ Windows ใน Notebook ด้วยนะ อีกทั้ง Microsoft ยังปรับฟังก์ชันให้เราควบคุมทั้งสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้พร้อมกันด้วย
ส่วนเรื่องการชาร์จแบตเตอรีนั้น หมดกังวลเรื่องการพกสายชาร์จได้เลย เพราะคีย์บอร์ดพับได้นั้นสามารถชาร์จเพียงครั้งเดียวก็อยู่ได้นานถึง 3 เดือนเลยล่ะ
ส่วนจะมีให้ซื้อขายเมื่อไรนั้น ต้องอดใจรอกับอีกซักนิด เพราะเจ้าคีย์บอร์ดพับได้จะเริ่มวางขายในเดือนกรกฎาคมที่ Microsoft Store ราคา 99.95 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3,200 บาทจ้า (แอบแพงเหมือนกันนะเนี่ย สำหรับคีย์บอร์ดโดยส่วนตัวผมแล้วไม่อยากให้ราคาเกิน 2,000 บาทเลยด้วยซ้ำ...)

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

MWC 2015 : Acer เปิดตัว Liquid Leap+ ริชแบนด์ฉลาดๆ เชื่อมได้ทั้ง iOS, Android และ Windows Phone

ไม่เพียงสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ Acer ยังใช้เวที Mobile World Congress () เปิดตัวริชแบนด์ฉลาดๆ รุ่นใหม่ Liquid Leap+ สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง iOS, Android และ Windows Phone
Liquid Leap+ เป็นริชแบนด์ที่มาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 1 นิ้ว ความละเอียด 128 x 320 พิกเซล เป็นริชแบนด์ฉลาดๆ เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนในระบบปฏิบัติการ iOS, Android, Windows Phone สำหรับการควบคุมเพลง, การแจ้งเตือนต่างๆ จากสมาร์ทโฟน รองรับการตรวจวัดการนอน และคอยตรวจเช็คแคลอรี่ที่เผาผลาญไปหลังออกกำลังกาย
ในส่วนแบตเตอรี่ ทาง Acer ให้ข้อมูลว่าสามารถใช้งานได้ประมาณ 5-7 วัน สายรัดข้อมือทำด้วยยางที่มีให้เลือกหลากสี ให้ความสบายแก่การสวมใส่ ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 79 ยูโร หรือประมาณ 2,900 บาท

เรียกได้ว่าเหล่า Wearable Devices ต่างก็ทะยอยออกมากันเป็นแถวเลยนะฮะ อย่างอุปกรณ์ iWatch, Smart Watch หรืออะไรพวกนี้มีผู้ผลิตออกมาหลายเจ้ามากๆ เลือกใช้งานกันไม่ถูกเลยทีเดียว เอาเป็นว่าใครที่ชอบแบบไหน ค่ายไหน ก็ซื้อหามาใช้กันได้ตามอัธยาศัย (ตามที่ทุกท่านสบายใจ) เลยฮะ!!

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

4 เรื่องน่าเซ็งสำหรับคนใช้ IOS

หากพูดถึงดราม่า ทุกวันนี้มีเรื่องให้เราดราม่ากันเยอะ ก็ไม่รุ้มันจะดราม่ากันทำไม ในเมื่อทุกอย่างมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย เหมือนอย่างเรื่องที่ชอบดราม่ากันตั้งแต่ก่อน สุโขทัย มาลพบุรี อยุธยา ธนบุรี ยุคสมัยนี้เป็น กทม. ก็คือ  กับ IOS
    แน่นอนว่า ในยุคเทคโนโลยีค่านิยมของมันก็คงไม่พ้น Android กับ iOS ซึ่งเป็นสิ่งบันเทิงทุกครั้ง ที่ได้อ่าน แต่ไม่ใช่ในตัวคอลั่มนะ แต่เป็นการอ่านคอมเม้นที่ด่ากันไปด่ากันมา จนผมมีอารมณ์ร่วมด้วย อย่างการบัพกันอย่างเป็นสเต็ปในเรื่องข้อเสียของ iOS ที่พอทราบมาบ้าง
    สเต็ปแรก: สำคัญมาก สำคัญกว่าระบบปฏิบัติการคือ แพงมาก แพงมหาศาล ไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะได้พบว่า มีสมาทโฟนที่แพงอย่างนี้ ผมว่าที่มันแพง คงเพราะเคลือปทองฝังเพชรไว้หละซื้อทีทำเอาตัวเบาขึ้นเยอะ
    สเต็ปที่สอง: มือถืออะไรไม่รู้โคตรยุ่งยากเลย คือสิ่งที่คนเราต้องการก็คือความรวดเร็วเพราะบางทีก็ไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้นปะ แต่นี้พอจะเอาเพลง ภาพเข้าที ต้องทำผ่าน iTunes และถ้าจะนำรูปจากคอมพิวเตอร์กลับมาลง iPhone ก็ต้อง syn ผ่าน iTunes ณ จุดๆนี้คงต้องมีเวลาราวๆ 3 ชั่วโคตรเห็นจะได้ กับความยากลำบากในการเอา เข้าๆ ออกๆ
    สเต็ปสาม: รูปภาพและเพลงจะลบได้ต้องผ่าน Itunes เท่านั้นด้วย! งั้นชีวิตนี้เราจะไม่ขาดนาย Itunes ต้อง Love มากเลยเพราะถ้าขาดนายเราคงลบอะไรไปจากชีวิตไม่ได้อะ เปรียบเสมือนความทรงจำที่มีต่อแฟนเก่าที่ลบไม่ออก ยิ่งลืมกลับจำ เป็นเรื่องที่ทะเทือนใจอย่างแรงเลยเน้อ
    สเต็ปสี่: การโหลดโปรแกรมใน App store วุ่นวายมากคือต้องมานั่งใส่ ID ทุกครั้งๆเมื่อโหลดโปรแกรม บางทีก็อยากให้มันจดจำได้บ้างเพราะเราก็ไม่ได้โหลด Appทุกวันไง นานๆทีมี App น่าสนใจมาเราก็โหลด แล้ว! คืออะไร? ต้องมาใส่ทุกครั้ง บอกได้คำเดียวว่าบางทีก็มีลืมเหมือนกันนะ
    วันนี้เอาไป 4 สเต็ปก่อนเพราะถ้าขึ้นสเต็ป 5 เดี๊ยวจะรับกันไม่ไหวจนต้องมาดราม่าหยั่งกับละครน้ำเน่าหลังข่าวอีก ก็แหม มีการ อิจฉา ริษยา ด่าทอ งอลง้อ ขอแต่งงาน อวสาน จบ! ด้วย คอนเซ็บง่ายๆของละครไทยและลองมาเทียบกับเรื่อง Android และ IOS มันก็คงจะใกล้ถึงจุดไคลแมกซ์แล้วหละเพราะตอนนี้ก็กำลังด่าทอกันอยู่
    แต่เดี๊ยวสักพักอีกสเต็บก็แต่งงานจนสุดท้ายก็อวสานและ จบไป แต่ยอมได้ที่ไหน เรื่องมหากาฬแบบนี้ยังต้องมีภาค 2 3 4 5 ถึง 100 กันแน่นอน แต่ไม่ว่าจะมีกี่ภาคผมก็อวยคู่นี้...ให้ได้กัน มันก็คงไม่พ้นคำโบราณที่ว่า "เกลียดอย่างไรได้อย่างนั้น" หรือ "ทะเลาะกันมากๆเดี๊ยวก็ได้(แต่ง)กัน" แน่นอน
    จริงๆการทะเลาะกัน มันไม่ได้มีแค่การด่าทอกันอย่างเดียวหรอก มันต้องมีการโชว์ภูมิกันด้วย โชว์ว่าข้านี่หละรู้ดีที่สุดแล้ว พูดง่ายๆทำตัวเป็นผู้ผลิต เนี่ยนะเครื่องนี้มันเป็นอย่างงี้ๆนะ
    จนผมเหมือนจะเริ่มเห็นล่างๆแล้วหละ เหมือนเห็น Steven Jobs หรือ Andy Rubin มานั่งอธิบายสรรพคุณด้วยตัวเอง คนอะไรจะรู้ดีขนาดนั้น เนี่ยนะ IOS เป็นแบบนั้น นั้น นั้น Android เป็นแบบนี้ๆ โคตรเจ๋งเบยยย แต่พอมาดูในเว็บขายมือถือหรือไปถามพนักงานขายในร้านเพราะจะซื้อ
    อุ้ย!ไม่ใช่อย่างที่คนเม้นคนนั้นบอกหรอหน้าแตกเลย เพราะก่อนหน้านี้โชว์ภูมิเหมือนคนที่มาเม้นไว้เยอะเลย "ผมนี่ง่อยเลย"
    แต่ไม่ว่ายังไงผมว่าการที่ Android กับ IOS เป็นคู่รักคู่แค้นกันก็คงจะดีแล้วเพราะหาก Android ไม่มี IOS หรือ IOS ไม่มี Android ที่เป็นของคู่กันตั้งแต่สมัยกรุงศรี....ก็คงไม่นานขนาดนั้น มันก็คงไม่มีการพัฒนาอะไรให้เราใช้เลย
    แต่หากใครไม่พอใจเรามีวิธีวัดความเจ๋งของ Android กับ IOS ที่เถียงกันละว่าใครเจ๋งกว่า นั่นคือ เอาทั้ง 2 อันเนี่ยไปปลูกสะระแหน่ที่หลังบ้าน อันไหนขึ้นก่อน ชนะ I'm winner

ที่มา: http://hitech.sanook.com/1394405/

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

15 เหตุผลที่ว่ากันว่ามือถือ Android ดี๊ดีกว่า iPhone

เพิ่งจะปั่นบทความว่าด้วย 9 เหตุผลที่ว่ากันว่า iPhone ดีกว่ามือถือ Android จริงจริ๊ง !! ไปเมื่อเช้านี้ (5 กุมภาพันธ์ 2558) แต่เพื่อไม่ให้ Android น้อยหน้า จึงขอหยิบอีกหนึ่งประเด็นจากเว็บไซต์ Business Insider ด้วย “15 เหตุผลที่ว่ากันว่ามือถือ Android ดี๊ดีกว่า iPhone !! ” มาลองดูกันซิว่าเหตุผลที่นำมาแย้งนั้นจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันครับ
1. เติมพื้นที่เก็บข้อมูลด้วย micro SD
15-001
แม้ iPhone พี่แกจะจัดสรรปันส่วนพื้นที่เก็บข้อมูลมาเป็นอย่างดี แต่สำหรับผู้ที่ชอบโหลดแอพฯ เยอะๆ มีไฟล์หนังไว้ดูยามว่างแบบ 24 ชั่วโมง พื้นที่เก็บข้อมูลในเครื่อง iPhone อาจไม่เพียงพอ ถ้าหันมาใช้มือถือ Android ส่วนใหญ่จะสนับสนุนให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลได้ด้วย microSD Card ซึ่ง iPhone ไม่มีนะจ๊ะ !
2. แบตเตอรี่ถอดเปลี่ยนได้
15-002
แบตเตอรี่ย่อมมีอายุการใช้งานของมัน ซึ่งหากผู้ใช้ยังพอใจกับมือถือ Android ที่ใช้อยู่ แม้มันจะตกรุ่นไปแล้วก็ยังสามารถถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ เพื่อการใช้งานได้หลายชั่วโมงเหมือนช่วงซื้อเครื่องมาใหม่ๆ หรือในบางกรณีที่้เชื่อว่าผู้ใช้หลายท่านน่าจะเคยทำในเวลาที่มือถือ Android ค้างไปดื้อๆ ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ใช้วิธีถอด-ใส่แบตและเปิดเครื่องใหม่ซะเลย (แต่แนะนำว่าวิธีนี้ไม่ควรทำนะครับ ! )
3. มือถือ Android ใช้เป็นรีโมททีวีได้
15-003
มือถือ Android หลายแบรนด์ในปัจจุบันมักใส่ฟีเจอร์การใช้เป็นรีโมททีวีได้ ซึ่งในกรณีที่หารีโมททีวีไม่เจอ การใช้มือถือ Android แทนก็นับเป็นทางเลือกที่ช่วยแก้ปัญหาได้ แต่อาจใช้กับทีวีได้บางรุ่นเท่านั้น
4. แยกโฟลเดอร์ภาพให้โดยอัตโนมัติ
15-004
ข้อดีที่หลายท่านน่าจะชื่นชอบในกรณีดาวน์โหลดรูปภาพมาจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น LINE, Google, Twitter, IG หรือแม้กระทั่งภาพ Screenshot ในระบบ Android จะทำการตั้งโฟลเดอร์ภาพขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถค้นหาภาพในแกลอรี่ได้อย่างสะดวก
5. มือถือ Android จะลงเพลงหรือคัดลอกไฟล์ภาพลงคอมพิวเตอร์ก็ทำได้ง่ายๆ
15-004-03
เป็นอีกหนึ่งเรื่องง่ายสำหรับผู้ใช้มือถือ Android ที่ต้องการนำเพลงจากในคอมพิวเตอร์หรือคัดลอกภาพในมือถือมาเก็บไว้ใน คอมพิวเตอร์ เพียงเสียบ USB เข้ากับมือถือและคอมพิวเตอร์ก็สามารถลากและวางไฟล์ต่างๆ ได้ง่ายๆแล้ว ผิดกับ iPhone ที่ต้องพึ่งพา iTunes
6. micro-USB สายเดียวใช้ได้กับมือถือ Android ได้เพียบ
15-006
ต่อให้มือถือ Android จะมีความหลากหลายของแบรนด์และรุ่น แต่ข้อดีในปัจจุบันอย่างหนึ่งคือการใช้สาย micro-USB สามารถใช้ร่วมกับมือถือ Android ได้เป็นจำนวนมาก
7. ติดตั้งแอพฯ ลงมือถือ Android ได้จากหน้าเว็บบราวเซอร์
15-007
หากยูสเซอร์และพาสเวิร์ดของ Google ที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอันเดียวกับที่ใช้ในมือถือ Android ท่านสามารถเปิดหน้าเพจ Google Play Stroe จากคอมพิวเตอร์และทำการติดตั้งแอพฯ ลงในมือถือ Android ได้
8. สร้างแอคเคาท์เพิ่มได้ ในกรณีที่มีผู้ใช้มือถือหลายคน
15-005
ในกรณีที่มือถือ Android มีลูกๆ ของคุณหยิบไปเล่นบ่อยๆ คุณสามารถตั้งแอคเคาท์เพิ่มเพื่อแยกออกจากแอคเคาท์หลักได้ เพื่อป้องกันการเข้าถึงแอพฯ บางประเภท หรืออาจใช้ป้องกันข้อมูลส่วนตัวที่คุณอาจไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้ได้
 9. Google Maps ยังเหนือว่า Apple Maps
15-008
ต้องยอมรับว่า Google Maps กลายเป็นแผนที่นำทางที่ได้รับความนิยมมากจากผู้ใช้มือถือ Android หรือแม้กระทั่งในผู้ใช้ iPhone บางส่วนด้วย จากการพัฒนาระบบแผนที่อย่างต่อเนื่องทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการนำทาง ค่อนข้างน้อย ตลอดจนมีคุณสมบัติของการรายงานสภาพการจราจรในแต่ละเส้นทางที่คุณต้องการเดิน ทาง แม้ Apple จะมีระบบแผนที่นำทางที่เรียกว่า Apple Maps แต่คุณสมบัติด้านการใช้งานที่ครอบคลุมดังเช่น Google Maps ยังนับว่าเป็นรองอยู่พอสมควร
10. ล็อคหน้าจอมือถือ Android ด้วยการลากจุดต่อจุด
15-009
ในข้อนี้อาจเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าระบบการล็อคหน้าจอของมือถือ Androdi กับ iPhone ของใครเจ๋งกว่ากัน เพราะมือถือ Android สามารถล็อคหน้าจอด้วยการใส่รหัสที่ใช้การลากจุดต่อจุดก่อนเข้าถึงหน้าโฮมสกรีน ส่วนiPhone 5s/ 6/ 6 Plus มีสแกนลายนิ้วมือหรือ Touch ID ซึ่งนับว่าเป็นคุณสมบัติเพื่อความปลอดภัยที่มีดีแตกต่างกัน
11. ปรับแต่งหน้าจอไม่รู้เบื่อด้วยวิตเจ็ตและ Launcher
 15-0012
เหล่าผู้ใช้ iPhone อาจอิจฉาตาร้อนกันบ้าง ในเมื่อทำได้แค่เปลี่ยนพื้นหลังของโฮมสกรีนและล็อคสกรีน แต่มือถือ Android สามารถเพิ่มลูกเล่นบนหน้าจอด้วยวิตเจ็ต หรือปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลได้อย่างหลากหลายด้วย Launcher มีให้ดาวน์โหลดเพียบใน Google Play Store
12. เคลียร์แอพฯ ที่ไม่ต้องการจากโฮมสกรีนให้โล่งได้ง่ายๆ
15-0012-1
สำหรับการติดตั้งแอพฯ บนมือถือ Android หลายท่านคงจะเห็นว่าไอคอนของแอพฯ จะปรากฎในโฮมสกรีนด้วยนอกเหนือจากในเมนูแอพส์ โดยหลายท่านอาจชอบที่จะให้โฮมสกรีนดูโล่งสะอาดตา ซึ่งใน Android สามารถจัดการแอพฯ ต่างๆ ไม่ให้แสดงบนโฮมสกรีนได้
13. เปิดหลายหน้าจอพร้อมกันได้
15-0013
ฟีเจอร์เปิดหลายหน้าจอพร้อมกันหรือเรียกว่ามัลติวินโดว์ อาจเป็นฟังก์ชันบนอุปกรณ์ Android บางรุ่นเท่านั้น ให้ความสะดวกสำหรับท่านที่ต้องการเปิดใช้งานหลายหน้าจอไปพร้อมกันในคราว เดียว อาทิ เปิด Facebook ไปพร้อมกับเปิด YouTube ไปด้วย
14. แสดงไอคอนของแต่ละแอพฯ ที่แจ้งเตือนเข้ามา
ระบบการแจ้งเตือนของทั้ง Android และ iPhone จะแสดงหน้าป็อบอัพขึ้นมาคล้ายกัน แต่สำหรับมือถือ Android แถบด้านบนของโฮมสกรีนจะปรากฎไอคอนของแต่ละแอพฯ เพื่อแจ้งให้ทราบว่ามีการแจ้งเตือนมาจากแอพฯ ใดบ้าง
15. คำนวณเวลานอน หลังจากตั้งนาฬิกาปลุกในมือถือ Android
15-013
เป็นการแสดงผลเล็กๆ ที่หลายท่านอาจไม่เคยสังเกต เมื่อตั้งเวลาปลุกจากมือถือ Android จะปรากฎป็อบอัพแสดงเวลาที่เหลือในการนอนหลับให้ทราบได้ด้วย
ทั้ง 15 ข้อที่กล่าวไปเป็นการหยิบมาจากเว็บไซต์ Business Insider อีกเช่นกัน ส่วนใครจะเห็นด้วยกับทั้ง 15 ข้อหรือไม่ ลองส่งความคิดเห็นมากันได้นะครับ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เปิดราคา Galaxy Note Edge 28,900 บาท ไม่ต้องต่อ!!

หลังจากที่ทางทีมงานเพิ่งอัพเดทข่าวความเคลื่อนไหนเกี่ยวกับ Samsung Galaxy Note Edge ( ซัมซุงGalaxy Note Edge) สมาร์ทโฟนเรือธงจาก Samsung ที่มาพร้อมเทคโนโลยีหน้าจอโค้งด้านข้างตัวแรก
ว่าภายในงาน Thailand Mobile Expo นั้นจะมีการเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แต่สินค้ามีจำนวนจำกัด ซึ่งทางทีมงานเชื่อว่างานนี้หากช้ามีอดแน่นอน

ล่าสุดนั้นทาง Samsung ได้เคาะราคาของ Galaxy Note Edge ออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยจะขายในราคา 28,900 บาท (เรียกว่าเห็นราคาครั้งแรกแอบร้องซี๊ด!! เบาๆ) สำหรับราคาที่เปิดออกมานั้นถูกกว่าที่สื่อได้พาวันวิเคราะห์ก่อนหน้านี้เล็กน้อยครับ


มาดูกัน  Samsung Galaxy Note Edge มีลักษณะเด่นอะไรบ้าง
- จอแสดงผลแบบ Super AMOLED Curved Edge Screen ความละเอียด 2560x1600 Pixels (2560x1440 + 160 Pixels) (QHD+ : กว้าง 5.6 นิ้ว : 524 ppi) พร้อมหน่วยประมวลผลภาพกราฟฟิคโดยเฉพาะ (GPU : Graphics Processing Unit) แบบ Adreno 420 (โมเดล N910S) หรือ Mali-T760 (โมเ
-  ประมวลผลการทำงานด้วย ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 805 (โมเดล Snapdragon) หรือชิปเซ็ต Exynos 5 Octa 5433 (โมเดล Exynos) พร้อมระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 4.4.4 (KitKat)
- หน่วยความจำภายในสำหรับเก็บบันทึกข้อมูลขนาด 32 GB หรือ 64 GB และ RAM ขนาด 3 GB พร้อมรองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card (TransFlash) ได้สูงสุดขนาด 64 GB
- เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านระบบ WiFi, LTE, HSPA+, EDGE หรือ GPRS พร้อมการเชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่าน NFC, Bluetooth, ANT+ หรือ Infrared Port
- กล้องดิจิตอลตัวหลักที่ด้านหลังของตัวเครื่อง ความละเอียดระดับ 16 ล้าน Pixels พร้อมระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS (Optical Image Stabilization)
- กล้องดิจิตอลขนาดเล็กที่ด้านหน้าของตัวเครื่อง ความละเอียดระดับ 3.7 ล้าน Pixels
- กระจกหน้าจอแบบ Corning Gorilla Glass 3 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันแรงกระแทก หรือรอยขีดข่วน
- ขนาด 151.3x82.4x8.3 มิลลิเมตร
- น้ำหนัก 174 กรัม
โดยรุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทยนั้นจะเป็นรุ่น ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 805 พร้อมระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 4.4.4 (KitKat) แล้วเจอกันที่งาน Thailand Mobile Expo ในระหว่างวันที่ 12-15 กุมภาพันธ์นี้

ที่มา: http://hitech.sanook.com/1394217/
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com